“ว่าอย่างไร นึกออกแล้วหรือว่าฉันเป็นใคร”
หวังเจี้ยนลี่ปล่อยมือที่ปิดปากสวีซุ่ย มองใบหน้าที่แทบไม่เปลี่ยนไปจากเดิม ยังคงสวยสะดุดตาเหมือนเมื่อก่อนจนทำให้คนละสายตาไปไม่ได้
เขาหัวเราะเยาะออกมาโดยไม่รู้ตัว “เมื่อกี้ยังแกล้งทำเป็นไม่รู้จักฉันอยู่เลย ตอนนี้คงจำได้แล้วสินะ”
สวีซุ่ยค่อย ๆ สงบลง พอเรียบเรียงเรื่องราวคร่าว ๆ ได้แล้ว ก็ถอยหลังไปสองสามก้าวอย่างเงียบ ๆ เพื่อเว้นระยะห่างจากชายตรงหน้า
“นึกออกแล้ว คุณขวางทางฉันไว้ มีธุระอะไร”
“ไม่ได้มีธุระอะไร แค่อยากดูว่าตอนนี้เธอเป็นอย่างไรบ้าง อย่างไรเสียเราก็เคยคบกันอยู่ช่วงหนึ่ง นับเป็นคนคุ้นเคยเก่าแก่ เจอกันทั้งที อย่างน้อยก็ควรทักทายกันสักคำ”
เมื่อเห็นท่าทีเล็ก ๆ น้อย ๆ ของสวีซุ่ย รวมถึงความห่างเหินและเย็นชาในคำพูดของเธอ หวังเจี้ยนลี่ก็หัวเราะเยาะเบา ๆ ไม่ได้รู้สึกแปลกใจ
เพราะผู้หญิงคนนี้เย็นชาไร้หัวใจมาแต่ไหนแต่ไร ครั้งนั้นเพื่อไปหาคู่หมั้นที่กองทัพ เธอถึงกับพูดได้หน้าตาเฉยว่าระหว่างเธอกับเขาไม่มีความสัมพันธ์อะไรกันเลย และบอกให้เขาเลิกตามตื๊อเธอเสียที
สวีซุ่ยเดินอ้อมอีกฝ่าย เตรียมจะจากไป
แต่ในวินาทีถัดมา ก็มีคนขวางทางเธออีกครั้ง
สวีซุ่ยเงยหน้ามองชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีขาวตรงหน้า สีหน้ายังคงสงบนิ่ง ไม่มีแววตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
“ทักทายกันเสร็จแล้ว ก็คงปล่อยฉันไปได้แล้วใช่ไหม”
สายตาของหวังเจี้ยนลี่จับอยู่บนใบหน้าของสวีซุ่ย ก่อนจะหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง “เธอไม่ได้แต่งงานกับคู่หมั้นคนนั้นหรือ”
