สวีซุ่ยใจสั่นเล็กน้อย ถ้าเป็นไปได้ ใครบ้างไม่อยากย้ายออกไปอยู่บ้านที่กว้างขึ้นตามลำพัง
“ฉันว่าเราลองดูก็ได้ เดี๋ยวหาจังหวะถามทางแม่ฉันดู”
คนในตระกูลฉินเยอะเกินไป บ้านสามสิบกว่าตารางเมตรอยู่กันถึงเก้าคน แทบจะเรียกได้ว่าเบียดเสียดยัดเยียด แถมยังไม่เก็บเสียง มีเสียงดังนิดหน่อยทั้งบ้านก็ได้ยินหมด ไม่มีความเป็นส่วนตัวเลยสักนิด
ฉินหยุนโจวพยักหน้า “อีกสองวันฉันจะไปถามเพื่อนร่วมรบที่ปลดประจำการแล้วกลับมาต่างจังหวัด เขาทำงานอยู่ที่สถานีอาหาร ตอนนี้ไม่แน่อาจมีหนทาง”
สวีซุ่ยชะงักไป ไม่คิดว่าเส้นสายของเขาจะดีขนาดนี้ ที่แท้ก็มีเพื่อนร่วมรบอยู่ที่สถานีอาหารด้วย
จะว่าไปตอนนี้ที่ไหนเป็นที่หมายปองที่สุด ถ้าไม่ใช่สถานีอาหารก็โรงงานผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ แล้วก็ภัตตาคารของรัฐ
ขอแค่มีคนในครอบครัวทำงานอยู่ในสามแห่งนี้ ยังไงครอบครัวนั้นก็คงอดอยากไปไม่ถึงไหน มีแต่คนอยากตีสนิทสร้างสัมพันธ์ด้วย
“ก็ได้ เธอก็ลองถามเพื่อนร่วมรบของเธอดู ฉันจะลองถามทางแม่ฉันดู”
แม่ของเธอทำงานในโรงงานทอผ้า อย่างน้อยก็เป็นหัวหน้ากลุ่มเล็ก ๆ รู้จักคนเยอะ แล้วก็อาศัยอยู่ในบ้านรวมในตรอกใหญ่นี้มาหลายปี ไม่แน่อาจจะมีหนทางอะไรก็ได้
ทั้งสองคนคุยกันอยู่พักหนึ่ง
สวีซุ่ยเริ่มเอาของที่นำกลับมาครั้งนี้ทั้งหมดออกมาจัดเรียง จริง ๆ แล้วของพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้ากับรองเท้าของเธอ รองลงมาก็คือผ้าห่มผืนใหญ่ของเธอ ส่วนของของฉินหยุนโจวนั้นมีแค่ส่วนน้อยนิด
เธอเอาผ้าห่มออกมาเปลี่ยนปูใหม่ แล้วเอาผ้าห่มที่บ้านเตรียมไว้อีกผืนมาทำเป็นฟูกแทน จากนั้นก็เอาเสื้อผ้ากับรองเท้าของตัวเองทั้งหมดใส่เข้าไปในตู้เสื้อผ้า จนกระทั่งจัดเสร็จ
