ฉินหยุนโจวแทบไม่เคยเห็นสวีซุ่ยยิ้มดีใจขนาดนี้มาก่อน ดวงตากลมใสสวยมองมาทางเขา ภายในแววตาสะท้อนเงาของเขาเต็มเปี่ยม ทำให้หัวใจของใครบางคนพลันเต้นสะดุดไปหนึ่งจังหวะโดยไม่รู้ตัว
เขาชะงักไปเล็กน้อย สายตาเผลอทอดลงบนใบหน้าขาวสะอาดของสวีซุ่ย เนิ่นนานก็ยังละสายตาไปไม่ได้ ก่อนจะพยักหน้าอย่างจริงจัง
“อืม เก่งมาก”
ภายในห้องคับแคบแทบไม่มีที่ให้นั่ง นอกจากบนเตียง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สวีซุ่ยก็ยิ้มสดใสยิ่งกว่าเดิม เธอตรงเข้าไปนั่งข้างฉินหยุนโจว ยกแขนคล้องแขนเขาโดยไม่รู้ตัว แล้วเงยหน้าเข้าไปใกล้ จ้องมองใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มที่มีโครงหน้าคมชัด สุภาพและหล่อเหลาไม่กะพริบตา
“จริงเหรอ คุณไม่ได้โกหกฉันใช่ไหม”
มองจากมุมนี้แล้ว ผู้ชายคนนี้ยิ่งดูหล่อขึ้นไปอีก
ผิวพรรณขาวเนียนไร้ตำหนิ สันจมูกโด่ง คิ้วตาลึกซึ้ง โดยเฉพาะบุคลิกของเขาที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนมีการศึกษา มีกลิ่นอายของผู้รู้เต็มตัว
ถ้าได้สวมแว่นกรอบทองคำสักอัน คงมีคนเชื่อแน่ว่าเขาเป็นนักวิชาการที่ทำงานด้านการศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย
น่าเสียดายที่เธอไม่มีแว่นกรอบทองคำแบบนั้นอยู่ในมือ ไม่อย่างนั้นเธออยากลองสวมให้เขาดูด้วยตัวเองจริง ๆ
ระยะห่างใกล้กันเกินไป ใกล้จนเหมือนแค่เอียงศีรษะก็จะชนใบหน้าของอีกฝ่าย ได้สัมผัสถึงลมหายใจอุ่น ๆ ของเขา ใบหูของฉินหยุนโจวจึงเริ่มแดงเรื่อ
เขากลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว บังคับตัวเองให้อยู่นิ่ง และบังคับตัวเองไม่ให้สนใจแขนที่ถูกมืออ่อนนุ่มของหญิงสาวคล้องเอาไว้
“จริง ฉันไม่โกหก”
“คนทำงานส่วนใหญ่ในสถานีธัญพืชไม่ถูกโยกย้ายมาก็มีญาติเป็นพนักงานอยู่แล้ว มีน้อยคนที่จะเหมือนเธอที่สอบเข้าไปได้ด้วยความสามารถของตัวเอง”
