ครั้งก่อนที่เจอกัน ดูเหมือนจะเป็นช่วงปีใหม่
วันเดือนปีผันผ่าน สิ่งของยังคล้ายเดิม แต่ผู้คนที่ไป ๆ มา ๆ กลับไม่ใช่คนเดิม
กาลเวลาไร้ความปรานี สิ่งของยังอยู่แต่คนเปลี่ยนไป แล้วจะมีสักกี่คนที่หวนกลับมา
พอแค่นี้ก่อน กลับเข้าเรื่องกันดีกว่า มาต่อเส้นเรื่องการผจญภัยของอิ๋งจิ่วที่ห่างหายไปนาน
ถ้านี่ยังนับว่าเป็นเส้นเรื่องหลักน่ะนะ
นักกระบี่ที่ยืนอยู่บนหลังม้าอาบไล้ด้วยแสงสว่าง แต่กลับไร้เงา หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ เขาทิ้งเงามืดฝังใจไว้ให้ผู้คนอย่างลึกล้ำ
ตู้เจวียนไม่เคยเห็นนักกระบี่แบบนี้ และไม่เคยเห็นเรื่องประหลาดเช่นนี้มาก่อน
อิ๋งจิ่วบอกว่าตัวเองเกิดมาไร้เงา จึงไม่กลัวแสงอาทิตย์สีฟ้า แต่เหตุใดนักกระบี่ผู้ปรากฏตัวขึ้นมาจากความว่างเปล่าผู้นี้ถึงไร้เงาเช่นกัน?
ความงามแต่กำเนิดของอิ๋งจิ่ว คนอื่นเลียนแบบไม่ได้ก็จริง แต่วิธีของนักกระบี่ผู้นี้...อาจนำไปเผยแพร่ได้หรือเปล่า?
สำหรับผู้คนบนโลกใบนี้ หากมีวิธีเช่นนั้นจริง มูลค่าคงประเมินไม่ได้
ดังนั้นหลังจากได้รับอนุญาตจากอิ๋งจิ่ว ตู้เจวียนจึงเอ่ยถามเรื่องนี้อย่างระมัดระวัง
“ทำไมฉันถึงไร้เงา?”
เมื่อได้ยินคำถาม อู๋เหินหันกลับมามองแวบหนึ่ง ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่ใช่ว่าข้าไร้เงา แต่เป็นเพราะข้าเปล่งประกายยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ของโลกนี้”
ม้าขาวใต้เท้าของเขาพ่นลมหายใจเสียงฟืดฟาด น้ำเสียงเจือแววดูแคลนอยู่เล็กน้อย
อู๋เหินเองก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ปกติคำพูดเช่นนี้จะเป็นคนอื่นพูด คราวนี้มาอย่างรีบร้อน ไม่ได้พาคนพูดจาไพเราะมาด้วยสักกี่คน จึงได้แต่พูดหยอกตัวเองแก้เบื่อ
