“ชื่อดีนี่!”
เย่ไป๋อดทอดถอนใจไม่ได้
ชื่อลิลิธ ปรากฏอยู่ในงานวรรณกรรมสารพัดรูปแบบ เป็นชื่อที่พบเห็นได้ทั่วไปมาก นักเขียนที่คิดชื่อไม่ออกมักหยิบไปใช้ แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่องลิขสิทธิ์อีกด้วย
แค่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าลิลิธมีชาติกำเนิดไม่ธรรมดา
น้องสาวฝาแฝดของบรรพชนโลหิตงั้นหรือ?
น่าสนใจดี
เย่ไป๋ถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ
“ตอนนั้นแม่ของบรรพชนโลหิตคลอดลูกทีเดียวกี่คนล่ะ?”
ตามสามัญสำนึกของคนทั่วไป แฝดสอง แฝดสามก็น่าจะเป็นขีดจำกัดแล้ว
แต่ถ้าแม่ของบรรพชนโลหิตคลอดลูกทีเดียวเป็นล้านล้านคน สถานะของลิลิธคงตกฮวบแน่
กายอินหน้าดำกล่าวว่า
“แค่สองคน!”
ยังจะมาถามว่าคลอดทีเดียวกี่คนอีก
คิดว่าหมูคลอดลูกหรือไง!
พอนึกถึงหมู ใบหน้าของกายอินก็ยิ่งดำคล้ำ
ทั้งสามเดินหน้าไปด้วยความเร็วพอดี ๆ พอเข้าใกล้ทุ่งหญ้าเขียวขจีก็ได้ยินเสียงคนคุยกันจากข้างใน
เย่ไป๋เงี่ยหูฟัง แล้วได้ยินเสียงคุ้นเคย
“...สบายใจได้เป็นหมื่นเท่า แกเป็นสัตว์เลี้ยงของพ่อบุญธรรมฉัน ก็เป็นสัตว์เลี้ยงของฉันเหมือนกัน ฉันคุ้มกะลาหัวให้เอง!”
“ถ้ากล้าบุกมา ฉันจะทำให้มัน...”
“เชี่ย อสูร!”
ทันทีที่เย่ไป๋ก้าวเข้าไปในทุ่งหญ้าเขียวขจี เสวียเหมิงก็รีบหลบอยู่หลังลูกหมูทองคำ หมอกดำยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนในที่นั้นก็ได้แต่ยืนงง
บรรยากาศกระอักกระอ่วนสุดขีดอยู่ชั่วขณะ
เสวียเหมิงเป็นคนแรกที่หลุดจากเงามืดในใจ เขาสงบสติอารมณ์ลงเล็กน้อย
จากนั้น
เขาก็กล่าวอย่างเคร่งขรึมมีเหตุผลว่า
“อสูร เรื่องส่วนตัวก็เรื่องส่วนตัว งานก็คืองาน”
