วังวนสุญญากาศขนาดยักษ์
ไม่ว่าจะเป็นการมาของเทพมารองค์ที่ห้า หรือเซียวเหยา ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออสูรที่กำลังขุดหลุมอยู่
หรือจะพูดให้ถูกคือ พวกเขาไม่ทันสังเกตเห็นด้วยซ้ำ
ทั้งความต่างของระดับพลังและระยะห่างที่มากพอ
หลังผีเสื้อปรากฏตัว ก็ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรต่อ เพียงเฝ้ามองสถานการณ์เงียบ ๆ
ฟ้ามืดลง
เสวียเหมิงเงยหน้ามองท้องฟ้าสลัว มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอย่างกระสับกระส่ายอยู่หลังม่านมืด
“อสูร หรือว่าเราเลิกขุดกันเถอะ?”
เขารู้สึกเหมือนในใจว่างโหวง ทั้งยังกระวนกระวาย ราวกับขาดอะไรบางอย่างไป
เป็นสิ่งสำคัญมากเสียด้วย
เย่ไป๋หยุดมือเช่นกัน กวาดตามองรอบหนึ่ง แต่ไม่ได้วางพลั่วลง เพียงยิ้มอย่างจนใจ
“ไม่มีโอกาสแล้ว”
เสวียเหมิงชะงัก ก่อนถามอย่างไม่เข้าใจว่า
“หมายความว่ายังไงที่ว่าไม่มีโอกาสแล้ว?”
“เจ้าห้ามาแล้ว เอ๊ะ...พี่สามก็มาเหมือนกัน”
ภายใต้การชี้นำของเย่ไป๋ ในที่สุดเสวียเหมิงก็เห็นพวกคนมุงดูอยู่ไกล ๆ
“ที่สำคัญที่สุดคือ...”
เย่ไป๋ชี้ขึ้นไปบนฟ้า พลางยิ้มอย่างจนใจ
“ท่านนั้นก็มาด้วย”
เย่ไป๋สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเทพมารผู้แข็งแกร่งที่สุด
เขาคุ้นเคยกับมันเหลือเกิน!
อีกฝ่าย...อยากฆ่าเย่ไป๋ และยิ่งอยากฆ่าเซียวเหยา
ตัวตึงมากันครบแล้ว สถานการณ์ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ก็แทบไม่เกี่ยวกับเย่ไป๋แล้ว
ถ้าศิลาจารึกนี้ขุดไม่ได้
เซียวเหยาคงขัดขวางเย่ไป๋ไปแล้ว
ในเมื่อพี่สามไม่ได้ทำอะไร ก็แปลว่าอนุญาต
อนุญาตก็คืออนุญาต
เย่ไป๋เชื่อว่า ต่อให้เขากับเสวียเหมิงหยุดมือ เตรียมหนี ก็ยังถูกพี่สามจับกลับมาให้ขุดศิลาจารึกต่ออยู่ดี
