เย่เฉินไม่ได้ตั้งใจจะคุยเรื่องนี้ให้ยืดยาว
โมเดลพันธมิตรข้ามธุรกิจที่อีกสิบกว่าปีข้างหน้าจะเกลื่อนเมืองพอมายัดใส่ปี 2010 มันก็ดูอลังการน่าทึ่งอยู่หรอก
แต่เขาไม่ได้สนใจทางนี้ เลยขี้เกียจเปลืองน้ำลาย
เดินมาถึงประตูทางออกสนามกีฬาพอดี
เย่เฉินหยุดฝีเท้า
“ดึกแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ”
เขามองนาฬิกาข้อมือ แล้วโบกมือแบบขอไปที
หลี่เสวี่ยยังไม่ทันตั้งตัวจากความตะลึงเมื่อครู่ หลุดปากถามออกไปว่า
“ข้างหน้ามีซูเปอร์มาร์เก็ต ฉันจะไปซื้อน้ำ เธอจะไปด้วยกันไหม”
“ไม่ล่ะ ผมยังเหลืออีกตั้งครึ่งขวด”
เย่เฉินยกขวดน้ำแร่ในมือขึ้น โบกเบา ๆ แล้วหมุนตัวเดินไปทางหอพักชาย
ฝีเท้าหนักแน่น ไม่มีลังเล
ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
หลี่เสวี่ยยืนอยู่หน้าประตูสนาม มองแผ่นหลังที่ค่อย ๆ กลืนหายไปในความมืด
เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
สายตาจับจ้องอยู่นาน ไม่ยอมละจนกระทั่งเงาร่างนั้นหายลับไปสุดสายตา
รุ่นน้องปีหนึ่งคนนี้ ในหัวของเขายังซ่อนอะไรไว้อีกตั้งเท่าไหร่
ต่อไปต้องหาโอกาสคุยด้วยอีกแน่
เย่เฉินเดินเลียบถนนร่มไม้กลับห้อง 417
ลมกลางคืนเดือนกันยายนพัดเย็นสบาย พัดเหงื่อบาง ๆ บนหลังให้แห้ง
ในหัวของเขากำลังเรียบเรียงขั้นตอนถัดไปอย่างเป็นระบบ
บัญชีนอกประเทศที่เกาะฮ่องกง ต้องบินไปจัดการด้วยตัวเองก่อนสิ้นเดือน
เรื่องอีเอพักไว้ก่อน ยังไม่รีบ
ข้อมูลของเทมเพิลรันยังอยู่ในช่วงไต่ระดับ ยังไม่ถึงจุดสูงสุดก็ยังไม่ปล่อยมือ
หลายวันต่อมา
ทุกค่ำ หนึ่งทุ่มครึ่ง เย่เฉินจะออกไปวิ่งเหยาะ ๆ ที่ลู่วิ่งยางตามเวลา
