——“เซิงเซิง มานี่”
น้ำเสียงมั่นอกมั่นใจในคำพูดของเขาทำให้เจียงฉิงเซิงในตอนนี้เต็มไปด้วยอารมณ์ที่อยากจะขัดขืน
เธอยืนอยู่ตรงนั้น ดื้อรั้นไม่ยอมก้าวขยับไปไหน
เฉินหวยอวี่อยู่ ๆ ก็ยิ้มออกมา มุมปากแต้มด้วยรอยยิ้มแสนจนใจ
เขาลุกขึ้นยืน แล้วเดินเข้าไปหาเธอ
จากประตูหน้ามาถึงประตูหลัง ก็แค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น
เขาค่อย ๆ เดินเข้ามา ไม่เร็วและไม่ช้า
พอยืนอยู่ตรงหน้าเจียงฉิงเซิง ด้วยความสูง 169 เซนติเมตรของเธอก็ยังมาแค่ระดับไหล่ของเขา
ร่างสูงใหญ่ยืนบังอยู่ตรงหน้า ให้ความรู้สึกราวกับถูกบีบคั้นที่ยากจะต้านทาน
หลังจากที่สบตากันเพียงชั่วครู่ มือใหญ่ของชายหนุ่มก็เลื่อนมาประคองใบหน้าของเธอ ไล้สัมผัสอย่างแผ่วเบา
ราวกับขนนกที่ค่อย ๆ ลูบไล้ผ่านใบหน้า
“โกรธผมอยู่เหรอ?”
เจียงฉิงเซิงเบือนหน้าหนีอย่างกระอักกระอ่วน ส่งเสียงเยาะในลำคอ น้ำเสียงแฝงหนามอย่างเห็นได้ชัด
“ที่แท้คุณก็รู้ตัวนี่คะ”
เฉินหวยอวี่ยื่นมือออกไป ประคองสองแก้มของเธอแล้วหมุนกลับมาให้สบตากันอย่างไม่มีทางเลี่ยง
“ที่รัก ผมบอกไปแล้วนะ ผมกับเธอคนนั้นไม่มีอะไรจริง ๆ”
เจียงฉิงเซิงปล่อยให้เขาบีบแก้มของเธอเล่นตามสบาย “งั้นเหรอ ฉัน——อื๊อ——”
คำพูดที่ยังไม่ทันจะหลุดพ้น ก็ถูกจูบที่มาแบบฉับพลันและรวดเร็วของเขากลบกลืนไปเสียจนหมดสิ้น ถูกกลืนหายไประหว่างริมฝีปากและฟัน
สำหรับอารมณ์แย่ ๆ ที่ไม่ถูกจัดการอย่างถูกวิธี วิธีการแก้ไขของเขานั้นรุนแรงเกินไป
จูบนี้เหมือนพายุคลื่นยักษ์ที่ถาโถมเข้ามา เจียงฉิงเซิงใช้สองมือดันแผงอกของเขา อยากจะดิ้นหนีอย่างเอาแต่ใจ
แต่พายุคลื่นยักษ์มันปะทุขึ้นแล้ว เธอไม่มีทางหนีพ้น
มือใหญ่อันแข็งแรงของเฉินหวยอวี่รั้งเอวของเธอไว้ มัดเธอไว้แนบกับอกของเขา
ใต้เสื้อผ้าที่เป็นผ้าบางเบา ตอนนี้คือสองร่างที่แนบชิดกัน
เขาจูบอย่างหนักหน่วง ท่ามกลางการเคลื่อนไหวที่เซไปเซมา เขาก็อุ้มหญิงสาวในอ้อมแขนขึ้นมาด้วยมือข้างเดียว แล้ววางลงบนโต๊ะประชุมตัวเมื่อกี้
มือเล็กของเจียงฉิงเซิงขยำมุมเสื้อของเขาจนย่น ดวงตาที่พร่ามัวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย แฝงความหวาดกลัวไว้บ้าง
เธอพยายามผลักเขาออก “อย่านะ...”
ในสายตาของคนนอก เฉินหวยอวี่คือรุ่นพี่ที่วางตัวอย่างสง่างามและรู้จักควบคุมตนเอง
แต่เจียงฉิงเซิงรู้ซึ้งถึงเหตุผลที่ว่า จะตัดสินคนแค่รูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้ เธอรู้ดีแก่ใจ ว่าเฉินหวยอวี่ในบางด้าน มีความเจ้าเล่ห์แบบที่รู้ได้เองโดยไม่ต้องมีใครสอน
จูบของชายหนุ่มมาพร้อมกับลมหายใจหนัก ๆ ลอยมาแตะที่ติ่งหูของเธออย่างแผ่วเบา
ในชั่วขณะนั้น กระแสไฟฟ้าประหลาดวิ่งแล่นไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย ควบคุมให้เกิดอาการสั่นสะท้านเอาไว้ไม่อยู่
น้ำเสียงของเขาแฝงด้วยการยั่วยวนใจ “ที่รัก เลิกโกรธผมเถอะนะ”
วินาทีที่เจียงฉิงเซิงจูบตอบกลับนั้น มันได้กลายเป็นการประนีประนอมแบบที่ต่างฝ่ายต่างรู้แก่ใจโดยไม่ต้องพูดออกมา
เธอหลับตาลงอย่างปลงตก
กับเฉินหวยอวี่ เธอไม่มีวันได้เป็นฝ่ายเหนือกว่าเลย
เฉินหวยอวี่จูบอย่างรวดเร็วและหนักหน่วงยิ่งขึ้น คล้ายกับจะทำให้เธอหลอมรวมเข้าไปในร่างของเขา ในกระดูกในเลือด
ตอนนี้เจียงฉิงเซิงยังคงถูกอุ้มอยู่บนโต๊ะประชุม เงยหน้าขึ้นรับจูบของเขา
ในพื้นที่อันเงียบสงบ เหลือเพียงเสียงหอบหายใจที่สอดประสานกัน
เกรงว่าสติของเขาจะหลุดลอยไป ผ่านไปสักพัก เจียงฉิงเซิงผลักเขาออก “คุณบอกว่ามีเอกสารต้องจัดการไม่ใช่เหรอคะ?”
“หลอกน่ะ แค่อยากให้คุณอยู่ต่อเท่านั้นเอง”
ระหว่างที่พูด เจียงฉิงเซิงมองดูปลายนิ้วเรียวยาวของเขาค่อย ๆ แต้มไล้รอยลิปสติกที่มุมปากจากจูบเมื่อครู่
ท่าทางที่เป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีการออกแบบใด ๆ บนตัวของเขา กลับแฝงด้วยเสน่ห์เย้ายวนที่ยากจะบรรยาย
ในวินาทีถัดมา เขายิ้มบางเบา “วันนี้ลิปสติกรสอะไรเหรอ?”
หัวใจของเจียงฉิงเซิงเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย “คุณ... เมื่อกี้คุณก็ได้ชิมไปแล้วนี่คะ”
“ยังชิมไม่ค่อยรู้รสเลย”
ในรอยยิ้มของเขาดูเหมือนจะยังไม่หนำใจ กำลังจะก้มลงไปต่อ
เจียงฉิงเซิงหลบหลีกอย่างรวดเร็ว
“ที่นี่เป็นที่สาธารณะนะคะ อีกเดี๋ยวจะมีคนมา”
เฉินหวยอวี่ขยี้ศีรษะของเธอ แล้วอุ้มเธอลงมาจากโต๊ะประชุม
“ตอนบ่ายยังมีเรียนอีกไหม?”
เธอส่ายหน้า
เฉินหวยอวี่ “งั้นเรากลับบ้านกัน”
“ไม่ได้นะ!” จู่ ๆ เจียงฉิงเซิงก็นึกขึ้นได้ “ฉันนัดกินน้ำชายามบ่ายกับเพื่อนในหอไว้ค่ะ”
เฉินหวยอวี่อย่างจนใจ “ไปเถอะ เดี๋ยวค่อยมาหาผมที่บ้านนะ หลังกินเสร็จ?”
“ได้ค่ะ”
เฉินหวยอวี่ “งั้นคุณออกไปก่อน ผมอยู่ล็อกประตู”
เจียงฉิงเซิงกับเขา ไม่เคยปรากฏตัวด้วยกันในสายตาผู้คน
ในกรอบการรับรู้ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเวิน สิ่งเดียวที่มีความเกี่ยวข้องกันระหว่างพวกเขาสองคนก็คือการอยู่ชมรมเดียวกัน
แต่นอกเหนือจากการสื่อสารในเรื่องกิจของชมรมแล้ว ภายนอกก็ไม่มีปฏิสัมพันธ์อื่นใดอีก
เมื่อคิดเช่นนี้ กระทู้ก่อนหน้านี้บนฟอรั่มที่บอกว่าพวกเขาสองคนไม่คู่ควรกันมากที่สุด ก็ไม่เชิงว่าเป็นแค่ข่าวลือ
เจียงฉิงเซิงยืนอยู่ที่ประตู ถามอย่างลองเชิง “ให้ฉันรอคุณไปพร้อมกันไหม?”
“ไม่ต้อง”
เขาตอบอย่างไม่ลังเล ทำให้หัวใจของเธอจมดิ่งลงไปอีกหลายส่วน
-
มารดาของเจียงฉิงเซิงเกิดในช่วงฤดูร้อน
“ฝนตกพรำไม่รู้ว่าฤดูใบไม้ผลิจากไป เมื่อฟ้าสว่างจึงรู้ว่าฤดูร้อนมาเยือน”
ดังนั้นคุณตาจึงตั้งชื่อให้เธอว่า จางจืออวี่
คุณตาเป็นผู้รู้กว้างขวาง เขียนหนังสือและวาดภาพได้ ชื่อเสียงด้านความสามารถนั้นเป็นที่เลื่องลือทั่วทั้งเวินเฉิง
คำว่า “ศิลปิน” นั้นเหมาะกับเขาอย่างที่สุด
มารดาของเจียงได้สืบทอดสายเลือดแห่งศิลปะของบิดา มีความรอบรู้ด้านดนตรี หมากรุก การเขียน และวาดภาพ สุดท้ายจึงหาคู่กับเจียงเหยี่ยนจือที่ทำธุรกิจ
ทั้งสองคนอยู่ร่วมกันด้วยความรักใคร่กลมเกลียวมากว่าครึ่งชีวิต มีบุตรชายหนึ่งคนและบุตรสาวหนึ่งคน
ในวันฤดูร้อน เจียงฉิงเซิงถูกเจียงเหยี่ยนจือเร่งเร้าให้เก็บกระเป๋าเตรียมกลับบ้านไปฉลองวันเกิดให้ภรรยาของเขา และถือโอกาสพักผ่อนในสุดสัปดาห์ไปด้วย
เธอกำลังเก็บของในห้องพักอยู่ เจียงเหยี่ยนจือก็โทรศัพท์เข้ามาเป็นสายที่สามแล้ว
“เซิงเซิงนะ เมื่อกี้พ่อลืมถาม หนูกะพี่ชายหนูสั่งดอกไม้ให้แม่หรือยัง อย่าลืมดอกไม้สดเชียวนะ”
เจียงฉิงเซิงตอบไปอย่างขอไปที “รับรองค่ะคุณพ่อ จัดให้หมดเลย”
คุณพ่อผู้ชราภาพทุ่มเทสุดจิตสุดใจเพื่อเลี้ยงวันเกิดของภรรยา พูดพร่ำอยู่ปลายสาย
ยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกเจียงฉิงเซิงขัดจังหวะ
“ไว้คุยก่อนนะคะพ่อ สายพี่ชายเข้ามาแล้ว”
เสียงของเจียงอวี๋ไป๋แฝงแววหงุดหงิดออกมา “เจียงฉิงเซิง เธอรับโทรศัพท์ทำไมอืดอาดอย่างนี้ เสร็จยัง ฉันอยู่นอกมหาวิทยาลัยเธอแล้ว”
“เจียงอวี๋ไป๋พี่จะเร่งอะไรกันคะ ไม่เห็นจะต้องรีบไปเซ็นสัญญาเป็นสิบล้านพวกนั้นนี่นา ร้อนอะไร”
เจียงอวี๋ไป๋ตั้งแต่เล็กจนโตก็สู้ปากเธอไม่เคยได้ “เธอ...”
หน้ามหาวิทยาลัยเวิน คณะศิลปกรรมนั้น รถสปอร์ตแสนสะดุดตาของเจียงอวี๋ไป๋แม้จะจอดในมุมที่ลับตาผู้คน ก็ยังเป็นที่สนใจอย่างมาก
เจียงฉิงเซิงจนใจ เลี่ยงสายตาของผู้คน แล้ววิ่งเหยาะ ๆ ขึ้นรถ
“คราวหน้าพี่มาที่มหาวิทยาลัย เปลี่ยนเป็นรถที่ดูดี ๆ หน่อยได้ไหมคะ”
ชายหนุ่มที่เบาะคนขับดูผิดไปจากชุดสูทภูมิฐานในยามปกติ โดยสวมใส่เสื้อยืดลำลองแบรนด์เนม
เขาเคาะพวงมาลัยเบา ๆ อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว “ทำไม? พี่ชายมาต้อนรับเธออย่างยิ่งใหญ่ยังจะไม่ดีอีก?”
เจียงฉิงเซิง “......”
รถยนต์แล่นผ่านแสงสนธยา ออกจากถนนต้นเมเปิลของคณะศิลปกรรม
เผยเหิงและเฉินหวยอวี่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก เก็บภาพทั้งหมดไว้ในสายตา
เผยเหิงในฐานะเพื่อนร่วมห้องและเพื่อนสนิทของเฉินหวยอวี่ อดที่จะซุบซิบนินทาไม่ได้
“ที่ขึ้นรถไปเมื่อกี้ก็คือเจียงฉิงเซิงจากคณะศิลปกรรมนี่นา ว้าววว คนในรถเป็นแฟนเธอเหรอ?”
“อ้าว แล้วผมก็ได้ยินมาว่าสาวสวยคนนี้มีแฟนนะ แต่แฟนไม่เคยปรากฏตัวเลย ทุกคนบอกว่าไม่ก็คิดไปเองว่ามีแฟน ไม่งั้นก็แค่ขี้เหร่เกินไปจนไม่กล้าพามาเปิดตัว
“ผมว่าเป็นอย่างหลังมากกว่านะ อาอวี่ว่านายว่าไง?”
เฉินหวยอวี่ฟังประโยคที่ว่า “ขี้เหร่เกินไปจนไม่กล้าพามาเปิดตัว” สีหน้าเคร่งเครียดขึ้น แววตาคมกริบตวัดมองเขาทีหนึ่ง
เผยเหิงไม่มีหัวคิดในเรื่องเกรงใจผู้อื่น ยังคงปากไม่หยุด
“แต่ว่าจากรถคันเมื่อกี้ดูแล้วนะ แฟนคนนี้ของเธอคงมีกำลังพอ ๆ กับนายเลย รถสปอร์ตคันนั้นนายก็มีเหมือนกันนี่นา”
“ฐานะทางเศรษฐกิจน่าจะมีหรอก ก็แค่คนมันขี้เหร่เกินไป น่าสมเพชจริง ๆ”
ความอดทนของเฉินหวยอวี่หมดลง น้ำเสียงเย็นยะเยือก “คนในรถเมื่อกี้ นั่นพี่ชายของเธอ พี่ชายแท้ ๆ”
เผยเหิงมีเครื่องหมายคำถามเต็มหน้า “นายรู้ได้ไง? ฉันรู้แค่ว่านายกับเธออยู่ชมรมเดียวกัน แต่ไม่คิดว่านายสองคนจะสนิทกันขนาดนี้”
“ไม่สนิท”
สิ้นเสียงพูด หน้าจอมือถือของเฉินหวยอวี่ก็สว่างขึ้น เสียงโทรศัพท์ดังลั่นอย่างเร่งด่วน
เผยเหิงเห็นตัวอักษรใหญ่สามตัว 【เจ้าหมู่ถง】 บนหน้าจอ แววตาก็หม่นลง ถอนหายใจเบา ๆ
“นายกับเธอ...... อาอวี่ นายตั้งใจจะให้ทั้งชีวิตเป็นแบบนี้เหรอ?”
เฉินหวยอวี่เอ็ดไปอย่างเย็นชา “หุบปาก”
เผยเหิงเบ้ปากเหมือนรู้สึกว่าตัวเองไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน “ช่างหัวนายแล้ว โธ่”