กล่าวมาถึงช่วงท้าย น้ำเสียงของเจ้าสำนักตำหนักผู้บวงสรวงเริ่มแหบพร่า
นับตั้งแต่เทพเจ้าประทับลงมายังสามพันแคว้น และช่วยสามพันแคว้นให้รอดพ้นจากหายนะแห่งการทำลายล้าง ปาฏิหาริย์จากสวรรค์ก็ไม่เคยปรากฏให้เห็นอีกเลย
พวกเขาล้วนคิดว่า โลกนั้นกว้างใหญ่ไพศาลเกินไป เทพเจ้าคงจะลืมเลือนสามพันแคว้นเล็ก ๆ ของพวกเขาไปนานแล้ว
กระทั่งเขาขึ้นเป็นเจ้าสำนักตำหนักผู้บวงสรวง
จนถึงตอนนี้ เขายังคงจดจำได้อย่างแจ่มชัดว่า วันนั้นเดิมทีเป็นเพียงวันธรรมดาสามัญที่สุดวันหนึ่งสำหรับเขา
เขามายังเทวรูป เพื่อสวดภาวนาประจำวัน
เมื่อสวดภาวนาเสร็จ ก็จะต้องไปจัดการภารกิจที่กองพะเนินของตำหนักผู้บวงสรวง
แต่แล้วในวันธรรมดาสามัญที่สุดวันนั้นเอง ปาฏิหาริย์จากสวรรค์ก็พลันประทับลงมา
เทวรูปที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโถงใหญ่จู่ ๆ ก็เปล่งประกายแสงสุกสกาวจับตาออกมา ตามมาด้วยเสียงหนึ่งที่ล่องลอยเลื่อนลอยแทรกเข้าไปในสมองของเขา ราวกับมาจากห้วงมิติอื่น จนจิตใจของเขาสะเทือนสะท้านอย่างรุนแรง
เสียงนั้นบอกตำแหน่งหนึ่งแก่เขา ให้เขาไปที่นั่น เพื่อตามหาทารกชายเพิ่งเกิดคนหนึ่ง แล้วนำกลับมายังตำหนักผู้บวงสรวงเพื่อเลี้ยงดูให้เติบใหญ่
เขาละทิ้งภารกิจทุกอย่างทันที รีบรุดไปยังตำแหน่งที่เทพเจ้าทรงชี้ทางให้ และแน่นอนว่าเขาเห็นทารกชายที่ถูกทิ้งร้างอยู่บนผิวทะเลสาบท่ามกลางแสงจันทร์
ทารกน้อยนอนอยู่ในกระด้งไม้ไผ่ ไม่ส่งเสียงร้องไห้หรืออาละวาด มีเพียงดวงตาสงบนิ่งจ้องมองเขา ดวงตาสีม่วงคู่หนึ่งภายใต้แสงจันทร์ งดงามจนหัวใจสั่นสะท้าน มองจนเขาเหม่อลอยไปนานกว่าจะได้สติ แล้วจึงก้มลงอุ้มทารกขึ้นมาจากกระด้งไม้ไผ่
