หลังจากคำพูดของเจี่ยงว่างสิ้นสุดลง รอบข้างก็มีเสียงซุบซิบพูดคุยดังขึ้น
“นั่นคือสกุลเจี่ยงแห่งตระกูลผู้บวงสรวงอันดับหนึ่งของเมืองซิงว่างใช่หรือไม่”
“เมืองซิงว่างนอกจากสกุลเจี่ยงนี้แล้ว ยังมีสกุลเจี่ยงไหนอีก”
“แต่ว่าเจี่ยงว่างผู้นี้ ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้ยินชื่อเสียงเรียงนาม”
“ท่านเจ้าบ้านสกุลเจี่ยงมีบุตรมากมาย ผู้ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นเราล้วนรู้จักดี หากเป็นผู้ที่เราไม่คุ้นเคย ก็แสดงว่าไม่ใช่คนมีชื่อเสียงอะไร แม้สกุลเจี่ยงจะเลื่องชื่อในทวีปบูรพา แต่ใช่ว่าแต่ละคนในสกุลเจี่ยงจะดังไปทั่วทั้งทวีป”
ผู้ที่กล่าววาจานี้มิได้ลดเสียงลงโดยเจตนา ดังนั้นจึงลอยไปถึงหูของเจี่ยงว่าง สีหน้าของเจี่ยงว่างพลันปรากฏร่องรอยกระอักกระอ่วน
สือชูเห็นเจี่ยงว่างเอ่ยปากทักทายก่อน จึงคล้อยตามคำของเขา “ได้สิ เช่นนั้นก็เป็นมิตรสหายกันเถิด พวกเราชอบหาเพื่อนใหม่ที่สุด”
ขณะเอ่ยวาจานี้ รอยยิ้มก็เบ่งบานบนใบหน้าสือชู
พวกนางเพิ่งมาทวีปบูรพา ยังไม่คุ้นเคยสิ่งใดในทวีปบูรพา จึงต้องการผู้ที่เข้าใจทวีปบูรพามาช่วยไขข้อข้องใจ
พอดีเจี่ยงว่างก็ปรากฏตัวตรงหน้า และเอ่ยปากขอเป็นมิตรสหาย
ดวงตาเจี่ยงว่างใสกระจ่าง สว่างไสว ไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ การที่เขาเข้ามาทักทาย หนึ่งก็เพื่อผ่อนคลายความกระอักกระอ่วน โดยหาหัวข้อพูดคุยตามมีตามเกิด สอง คือเขาสนใจในตัวพวกนางจริง ๆ นอกเหนือจากนี้ ก็ไม่มีเหตุผลอื่นอีก
ดังนั้นสือชูจึงเห็นว่าการผูกมิตรกับเจี่ยงว่างมิใช่เรื่องที่ทำไม่ได้
เจี่ยงว่างเพียงเอ่ยปากตามมารยาท ไม่คาดคิดว่าสือชูจะตอบตกลงจริง ๆ เขาถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ กว่าจะได้สติกลับมาก็ผ่านไปนาน เมื่อได้สติแล้ว รอยยิ้มอันเจิดจ้ายิ่งกว่าก็ผลิบานบนใบหน้าของเขา
