พวกเขายืนมองหน้ากันอย่างตื่นตะลึง ความคิดค่อย ๆ หวนกลับมา สมองที่ว่างเปล่าค่อย ๆ ปลอดโปร่งขึ้น แต่ทุกคนก็ยังคงแน่นิ่งราวกับรูปปั้นหินอยู่กับที่
จนกระทั่งมีคนหนึ่งตั้งสติได้แล้วบีบแขนตัวเอง ความเจ็บแปลบเฉียบพลันทำให้เขาสูดลมหายใจอย่างแรง จากนั้น เสียงที่เปี่ยมด้วยความตระหนกก็ดังขึ้นข้างหูของทุกคน
“ข้าไม่ตายงั้นหรือ!”
หนึ่งคำพูดก่อคลื่นสะเทือนนับพัน ชักชวนให้ผู้คนฟื้นคืนสติกลับมามากขึ้นเรื่อย ๆ
“พวกเรากลับรอดตายกันทั้งหมด!”
“เช่นนั้น แดนไว้ขอบเขตรักษาไว้ได้แล้วใช่หรือไม่!”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ พวกเรารอดแล้ว ดีเหลือเกิน พวกเรารอดแล้ว!”
“แดนไว้ขอบเขตไม่ถูกทำลาย! บ้านของเราไม่ถูกทำลาย!”
ผู้คนต่างยินดีจนหลั่งน้ำตา โอบกอดกันเป็นกลุ่ม
ในชั่วขณะนั้น ความแค้นเคืองในอดีตทั้งหมดได้เสมือนดั่งเมฆหมอกจางหาย ไม่ว่าผู้คนตรงหน้าจะเคยเป็นคนแปลกหน้า หรือคนคุ้นเคย หรือศัตรูมาก่อน พวกเขาต่างโอบกอดกันแน่นหนา สื่อถึงความรู้สึกตื้นตันยินดีแบบเดียวกัน ฉลองการรอดพ้นจากหายนะ
ดวงดารายังคงสุกสกาว ทางช้างเผือกยังคงสวยงามและยิ่งใหญ่ ทุกโลกย่อยยังคงเคลื่อนไปตามเส้นทางโชคชะตาที่กำหนดไว้ เปี่ยมด้วยพลังชีวิต
ชะตาที่มุ่งสู่การทำลายล้างของพวกมันถูกเปลี่ยนไปแล้ว สุดปลายเส้นทางแห่งโชคชะตาของทุกโลกย่อยคือความไม่รู้ที่มาพร้อมปาฏิหาริย์
ต้นไม้แห่งชีวิตยังคงเบ่งบานกลางแดนไว้ขอบเขต แสงสุกสกาวร่วงหล่นสู่ทุกหนแห่งทั่วโลก มอบพลังชีวิตอันยิ่งใหญ่
จุดแสงสีขาวบริสุทธิ์นับไม่ถ้วนร่วงหล่นลงมาจากต้นไม้แห่งชีวิต งดงามดังความฝัน ชิงเสียนยื่นมือขึ้นรับ แต่น้ำตากลับหยดจากขอบตา “เยว่เยว่...”