พวกเขาแข็งทื่อหันคอไปมองคนพวกนั้น
ดวงตากะพริบถี่ ๆ ราวกับว่าแสงทองอร่ามยังคงสาดส่องอยู่ตรงหน้า
เนิ่นนาน พวกเขาจึงหวนคืนเสียงของตนได้
“พวกเจ้าว่าอะไรนะ”
เมื่อเห็นท่าทางเหม่อลอยของทั้งสอง ฮวาชิงอิ่ง เหยียนเฉินจิ่นก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
“อธิการบดี รองอธิการบดี ได้เวลาตั้งสติแล้วขอรับ!”
ด้วยวาจานี้เอง ทั้งสองก็ได้สติในที่สุด
พวกเขาหันกลับไปมองหินทดสอบกระดูกวิญญาณบนโต๊ะอีกครั้ง นึกย้อนถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
พวกเขาจ้องมองสือชู ร่างกายพลันสั่นเทิ้มด้วยความตื่นเต้น
“เสี่ยวชู เจ้า... เจ้า...” พวกเขาออกเสียงอีกครั้ง เสียงพร่าแหบไร้ซึ่งคำพูดที่สมบูรณ์ ทว่าดวงตาที่จับจ้องสือชูกลับเป็นประกายวาววับ ตื่นเต้นเสียจนใบหน้าแดงก่ำไปหมด
เมื่อเห็นเช่นนั้น สือชูก็หัวเราะเบา ๆ ท่ามกลางแววตาอันเปี่ยมด้วยความยินดีของพวกนาง นางก็พยักหน้า
“เป็นอย่างที่พวกท่านคิดนั่นแหละ”
ตงฉิงเยว่ ตงอวิ๋นเฮ่อสูดหายใจลึกหลายครั้งจึงระงับความตื่นเต้นที่แทบจะหาทิศทางไม่เจอลงได้
พวกเขาเดินไปเดินมาในห้องอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย มือกำหมัดแน่น สะกดอารมณ์ในใจเอาไว้
เมื่อเห็นเช่นนั้น สือชู ฮวาชิงอิ่ง และพรรคพวกก็ล้วนฉงน
อธิการบดี รองอธิการบดีกำลังทำอะไรกัน
จากนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะที่ทั้งสองไม่อาจระงับได้ดังขึ้น
เสียงหัวเราะช่วงแรกยังคงถูกเก็บกดเอาไว้ แต่แล้วก็ค่อย ๆ ระรื่นขึ้น ดังกึกก้องมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
เพียงชั่วพริบตา ทั่วทั้งตำหนักชมฟ้าก็ดังก้องด้วยเสียงหัวเราะอันกังวานของตงฉิงเยว่และตงอวิ๋นเฮ่อ
