“ไม่แปลกหรอก คนอาจถูกฆ่าที่อื่นก็ได้ หรือไม่ฆาตกรก็เป็นยอดฝีมือขั้นควบรวมลักษณ์ระดับหกที่เข้าใจขอบเขตพลัง คนที่อยู่นอกขอบเขตของเขาไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวก็เป็นเรื่องปกติ ยอดฝีมือระดับนี้ใช้วิชากล่อมประสาทคนในจวนตระกูลเจี่ยงย่อมง่ายดายยิ่ง”
ยอดฝีมือชิวฟางกล่าวอย่างจริงจัง
ฉางหนิงพยักหน้าตาม มีเพียงซิ่วเหนียงกับลูกพี่ลูกน้องของนางที่งุนงงจนฟังไม่รู้เรื่อง
หวงจวิ้นเซิงพอจะเข้าใจอยู่บ้าง
ขั้นควบรวมลักษณ์ระดับหกที่ยอดฝีมือพูดถึง น่าจะเป็นระดับขั้นหลังจากเข้าสู่ขั้นผู้ฝึกยุทธ์แล้ว
“แม่นางท่านนี้ หลังจากเข้าสู่ขั้นผู้ฝึกยุทธ์แล้วมีระดับขั้นอะไรบ้างหรือ? พอจะเล่าให้ฟังได้หรือไม่?”
หวงจวิ้นเซิงมองยอดฝีมือชิวฟางด้วยแววตาใคร่รู้ ก่อนจะลืมคดีในจวนตระกูลเจี่ยงไปเสียสนิท
“...เจ้าเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีพลังฝึกยุทธ์ จะถามเรื่องนี้ไปทำไม?”
ชิวฟางกวาดตามองชายหนุ่มรูปงามที่องค์หญิงหมายตาไว้ตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ข้าชอบฟังเรื่องราวยุทธภพมาตั้งแต่เด็ก ถึงข้าจะไม่มีพลังฝึกยุทธ์ แต่กำลังแขนขาแต่กำเนิดของข้าแข็งแกร่งยิ่ง ไม่เชื่อก็ลองดูสิ”
หวงจวิ้นเซิงพูดพลางถกแขนเสื้อ ก้มลงโอบม้านั่งหินตัวใหญ่ที่อยู่ข้างกาย
ยกขึ้น!
เขายกม้านั่งหินตัวใหญ่ขึ้นเหนือศีรษะได้อย่างง่ายดาย สีหน้าไม่แดงแม้แต่แต่น้อย ลมหายใจยังคงสม่ำเสมอ จนซิ่วเหนียงกับลูกพี่ลูกน้องตะลึงอ้าปากค้าง
โดยเฉพาะลูกพี่ลูกน้องของเขา หวงจวิ้นข่ายไม่เคยรู้เลยว่าน้องชายจะมีเรี่ยวแรงมากถึงเพียงนี้
มิน่าเล่าตอนเด็กถึงไม่เคยไปนัดตีกับพวกเขาที่หมู่บ้านข้าง ๆ คงกลัวว่าจะเผลอตีคนตายกระมัง.......
“โอ้โฮ! ดูไม่ออกเลยนะคุณชายหนุ่ม กำลังแขนขาแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ไม่เคยฝึกกายมาก่อนใช่ไหม?”
