“ย่อมเป็นเช่นนั้น ว่าแต่เรื่องยอดฝีมือที่เจ้าพูดกับข้าเมื่อคราวก่อนเป็นอย่างไรบ้าง? พอฟังเจ้าพูดแล้ว ข้าก็ชักอยากประลองขึ้นมา”
“พูดไปแล้วอย่าหัวเราะข้าล่ะ ข้ามาที่นี่ได้สามปีกว่าแล้ว เบื่อจนแทบจะป่วยอยู่รอมร่อ อำเภอหวยหย่วนเป็นเพียงที่เล็ก ๆ กลับไม่มีคู่ต่อสู้ที่พอจะสมน้ำสมเนื้อสักคน ทำให้ขั้นพลังของข้าหยุดชะงักมานาน หากเจ้าคนแก่ที่บ้านรู้ว่าตลอดสามปีนี้ข้าไม่ก้าวหน้าเลยแม้แต่น้อย เขาคงถลกหนังข้าแน่”
ฟางถงยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวหมด ก่อนเอ่ยขึ้น
“ทางคดีคงต้องใช้เวลาอีกสักหน่อย”
“เดี๋ยวก่อน...พี่ฟาง คนฝึกยุทธ์อย่างพวกท่านจะยกระดับขั้นพลัง ยังต้องหาคนมาประมือด้วยหรือ?”
หวงจวิ้นเซิงถามอย่างสงสัย
ในนิยายไม่ใช่ฝึกไปเรื่อย ๆ แล้วก็เลื่อนขั้นกันเองหรอกหรือ?
“ก็ไม่เชิง หากยังไม่ถึงขั้นเหนือกำเนิด การสั่งสมพลังภายในให้เพียงพอก็ทำให้ขั้นพลังเลื่อนขึ้นเอง แต่ขั้นยอดฝีมือคืนสู่กำเนิดนั้นต่างออกไป นอกจากต้องสั่งสมพลังแล้ว ยังต้องอาศัยความเข้าใจ วิชาที่ข้าฝึกก็พิเศษอยู่สักหน่อย ฝึกด้วยตัวเองอย่างเดียวไม่มีประโยชน์”
ฟางถงโบกมืออธิบายอย่างไม่ใส่ใจ
“อย่างนี้นี่เอง...แล้วหลายปีที่อยู่ที่นี่ ท่านไม่เคยพบคู่ต่อสู้ที่พอสู้กันได้เลยหรือ?”
หวงจวิ้นเซิงพยักหน้าเข้าใจ เรื่องเคล็ดวิชาของอีกฝ่ายเขาไม่สะดวกซักถาม จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาโดยตรง
“น้องชาย! เจ้าต้องรู้ก่อนว่าที่นี่คือที่ไหน ข้าพูดกับเจ้าอย่างนี้แล้วกัน ในอำเภอหวยหย่วนที่ไก่ยังไม่วางไข่ นกยังไม่ขี้เช่นนี้ แม้ยอดฝีมือชั้นหนึ่งทั่วหล้าจะมีมาก แต่พวกเขาก็มีศักดิ์ศรี หากไม่ได้หนีภัยมา คงไม่มีใครมาถึงที่กันดารแบบนี้หรอก...”
