ผ่านไปเนิ่นนานก็ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใด ๆ ครั้นเขาลืมตาขึ้นมา กลับพบว่าอีกฝ่ายวิ่งหนีไปไกลแล้ว
“เจ้าหนุ่มบัดซบ ข้าจะฆ่าเจ้า!”
เมื่อรู้ว่าตนถูกอีกฝ่ายหลอกปั่นหัว ความโกรธก็ยิ่งพุ่งพล่านจนแทบควบคุมไม่อยู่ เขาระเบิดปราณแท้ทั่วร่างแล้วไล่ตามไป
“ดูมีดบินของข้า!”
หวงจวิ้นเซิงเหลือบเห็นอีกฝ่ายไล่ตามมาอีกครั้ง แววเจ้าเล่ห์วาบผ่านดวงตา ก่อนจะพลันหันกลับไปตั้งท่าราวกับจะลงมือ
“!!!”
“ฮึ่ย!”
กุ่ยเสี่ยวหลางสะดุ้งในใจอีกครั้ง แม้จะสงสัยว่าอีกฝ่ายอาจกำลังหลอกตน แต่ก็ไม่กล้าเสี่ยง จึงได้แต่หยุดลงอีกหน ตั้งท่าม้าพร้อมโคจรพลังเพื่อป้องกันตัว
“ไอ้สารเลว!”
แต่พอตั้งท่าป้องกันเสร็จ ก็เห็นอีกฝ่ายหันหลังวิ่งหนีไปอีก เมื่อรู้ว่าตนถูกหลอกซ้ำเข้าให้อีก ความโกรธก็แทบทำให้กระอักเลือด เขากัดฟันไล่ตามต่อไป
“ดูมีดบินของข้า!”
“ฮึ่ย!”
“ไอ้สารเลว!”
“ดูมีดบินของข้า!”
“ฮึ่ย!”
“ไอ้เวรเอ๊ย!#¥%#@@#.....”
หลังถูกหลอกติด ๆ กันหลายครั้ง กุ่ยเสี่ยวหลางก็แทบเสียสติ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเกรี้ยวกราด เขาตะโกนด่าทอคนที่อยู่ข้างหน้าอย่างไม่ไว้หน้า ยามนี้ไม่สนใจวิชามีดบินหรือวิชาตัวเบาระดับปฐพีอีกแล้ว ในใจมีเพียงความคิดเดียว คือฆ่าอีกฝ่ายให้ตาย ฆ่าให้ตายอย่างสาสม!
“.......”
รากับฟางถงเพิ่งช่วยสหายร่วมงานจัดการศัตรูเสร็จ พอได้ยินเสียงคำรามจากที่ไม่ไกล ทั้งสองก็สบตากัน แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่จากเสียงด่าของกุ่ยเสี่ยวหลาง พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงความดื้อดึงและน้อยเนื้อต่ำใจอยู่ราง ๆ
“ฮ่า ๆ ๆ! เจ้าหนุ่มนี่ช่างน่าสนใจจริง ๆ เจ้าไม่คิดหรือว่าเขาเหมาะกับฉางหนิงยิ่งกว่า?”
จักรพรรดิไท่คังซึ่งกำลังชมการต่อสู้อยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง อดหัวเราะออกมาไม่ได้ การไล่ล่าด้านล่างสนุกกว่าการต่อสู้ของน้องชายสองคนบนฟ้าเสียอีก
โดยเฉพาะเจ้าหนุ่มมีดบินคนนั้น ทั้งมีฝีมือทั้งไหวพริบ ยิ่งมองก็ยิ่งถูกใจ
ทั้งที่มีท่าสังหารซึ่งสังหารผู้บรรลุขั้นกุมแก่นได้ แต่กลับไม่ปะทะซึ่งหน้า รู้จักรักษาตัวเอง ฉลาดกว่าบุตรชายที่พลิกสถานการณ์สังหารผู้บรรลุสามบุปผาได้ทั้งที่เหลือพลังชีวิตเพียงน้อยนิดเสียอีก
