“แบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว” เขาคิด
แม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่ความเข้าใจกันมาหลายปีก็ทำให้เซี่ยหมิงเฉิงรู้สึกได้ราง ๆ ว่า ความรู้สึกที่เซี่ยจี้มีต่อเมิ่งอู๋ดูเหมือนจะลึกซึ้งขึ้นเรื่อย ๆ
ต้องหาทางทำอะไรสักอย่างแล้ว...
เซี่ยจี้เข้ามาในห้อง แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดผ่านหน้าต่างบานใหญ่จรดพื้น ม่านโปร่งถูกดึงปิดไว้ แสงสีส้มอบอุ่นที่ลอดผ่านเข้ามาจึงดูพร่าเลือนขึ้นหลายส่วน
เขาไม่ได้ยินคำทักทายที่คิดว่าจะได้ยินว่า “ท่านกลับมาแล้ว” จึงบังคับวีลแชร์ให้เคลื่อนเข้าไปด้านใน แล้วถึงได้เห็นเมิ่งอู๋นอนหลับอยู่บนโซฟา โทรศัพท์ตกอยู่ข้างตัว คลิปสั้นยังเล่นอยู่
สายตาของเขาเลื่อนไปหยุดบนใบหน้าของเมิ่งอู๋อย่างห้ามไม่อยู่ เธอหลับสนิท ดวงตาหวานเย้ายวนราวกับดอกท้อคู่นั้นปิดลง ทำให้ไม่เห็นความงามชวนหลงใหลยามเธอลืมตา กลับดูซื่อบื้ออยู่บ้าง
ริมฝีปากของเธอเผยอเล็กน้อย ดูน่าจูบเหลือเกิน—
แววตาของเซี่ยจี้สั่นไหว ก่อนจะรีบเบือนกลับมา
คิดอะไรเหลวไหลกันเนี่ย
เมิ่งอู๋ครางฮือเบา ๆ สองครั้ง ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย เธอมองเขาอย่างเหม่อลอย ผ่านไปหลายวินาทีกว่าจะได้สติ แล้วหาวพลางลุกขึ้นนั่ง
“ท่านกลับมาแล้วหรือคะ”
“อืม”
เซี่ยจี้กลับรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมาเล็กน้อย กลัวว่าเธอจะสังเกตเห็นท่าทีเสียอาการของเขาเมื่อครู่
แต่ดูเหมือนเมิ่งอู๋จะไม่ทันสังเกต เธอลุกขึ้นจากโซฟา เดินเข้ามาหาอย่างเกียจคร้าน ดันวีลแชร์ของเขาไปไว้ข้างโซฟา แล้วนั่งลงตรงนั้น ก่อนจะเริ่มนวดขาให้เขา
“มีตรงไหนไม่สบายหรือเปล่าคะ” เธอถามพลางนวดไปด้วย
เซี่ยจี้ไม่คิดว่าสิ่งแรกที่เธอทำจะเป็นเรื่องนี้ ราวกับเธอคอยเป็นห่วงเรื่องนี้มาตลอด เขาจึงเหม่อไปเล็กน้อย แล้วมองเธอแวบหนึ่ง
“ไม่ต้องนวดหรอก” เขาพูด “เธอเพิ่งกลับมา พักผ่อนให้เต็มที่เถอะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ” เมิ่งอู๋พูดอย่างเกียจคร้าน “ฉันเอาแต่เดาว่าท่านมีคนมานวดให้หรือยัง คอยเป็นห่วงอยู่ตลอด นวดให้เสร็จก่อนแล้วค่อยว่ากัน”