ความจริงแล้วครั้งนี้คนในบ้านต่างไม่อยากให้นางออกจากบ้าน แต่ถ้าเมิ่งอู๋ไม่มา จงม่อก็จะเฝ้านางอยู่ที่บ้าน ไม่ยอมกลับมาเช่นกัน เมื่อคุณนายไห่หยาไม่อยู่ จึงมีเพียงจงเซี่ยนเฉาผู้เป็นปู่ที่ต้องพาเด็ก ๆ มาส่ง เมิ่งอู๋รู้สึกว่าเด็ก ๆ น่าสงสารเกินไป จึงยืนกรานว่าจะมา
เมิ่งอู๋ถอนหายใจ “จะวางใจได้อย่างไร”
สิ่งแรกที่เมิ่งอู๋กังวลคือเด็ก ๆ จะไปรังแกคนอื่น แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นลูกแท้ ๆ ของนาง นางจึงห่วงพวกเขามากกว่า
อย่างไรก็เพิ่งสามขวบ แม้เจ้าตัวเล็กทั้งหลายจะเก่งกาจเรื่องการต่อสู้และฉลาด แต่ก็เติบโตมาอย่างถูกตามใจ ไม่ค่อยรู้เรื่องธรรมเนียมปฏิบัติของผู้คน หากต้องการใช้ชีวิตในสังคมมนุษย์ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะเสียเปรียบบ้าง
สรุปแล้ว หัวใจของคนเป็นแม่นี่ช่างวิตกกังวลเสียจริง
จงม่อไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่เข้าใจด้วยว่าเมิ่งอู๋กำลังห่วงอะไร วิธีรับมือของเขาคือดึงนางมากอดแล้วจูบไม่หยุด จูบจนเมิ่งอู๋มึนงงไปหมด แล้วนางก็ลืมเรื่องที่กังวลไปจริง ๆ
ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่าเด็ก ๆ ปรับตัวที่โรงเรียนได้ดีมาก
อีกทั้งเรื่องที่เมิ่งอู๋กังวลว่าเด็ก ๆ จะไปรังแกคนอื่นก็ไม่เกิดขึ้น เพราะเด็กทั้งห้าคนเมินเด็กคนอื่นไปเสียสนิท...
พวกเขาหยิ่งผยองไม่ต่างจากจงม่อ ไม่สนใจมนุษย์ผู้อ่อนแอแม้แต่น้อย ในชีวิตประจำวันก็เมินเฉยต่อผู้คนราวกับต้นไม้ ใบหญ้า และก้อนหินข้างทาง
เรื่องนี้ทำให้เมิ่งอู๋อยากพูดก็พูดไม่ออก อยากจะบอกว่าทำแบบนี้ไม่ได้ หากเป็นเหมือนจงม่อขึ้นมาจริง ๆ ต่อไปคงชวนให้คนหมั่นไส้มากแน่
แต่พวกเขาเป็นเจี่ยวเหริน แบบนี้ก็ดูเหมือนจะดีอยู่เหมือนกัน
คิดทบทวนไปมา ลังเลอยู่หลายครั้ง สุดท้ายเมิ่งอู๋ก็เลือกปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ
เมิ่งอู๋ให้กำเนิดแฝดสามในครรภ์ที่สอง สองคนมีหางสีดำ อีกคนมีหางสีแดง
เจ้าของหางสีแดงคือน้องสาวคนเล็ก ก่อนหน้านี้ทั้งห้าคนมีหางสีดำเหมือนกัน จึงยังไม่เห็นความแตกต่างชัดเจน แต่พอมีหางสีแดงโผล่มา ความแตกต่างก็ชัดเจนขึ้นทันที น้องสาวเจี่ยวเหรินหางแดงดูอ่อนแกว่าพี่ชายพี่สาวอย่างเห็นได้ชัด