ฮั่วเซียวตื่นเต้นยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ รู้สึกราวกับมีเรี่ยวแรงใช้เท่าไรก็ไม่หมด เขาทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากเมิ่งอู๋ไม่ผลักเขาพร้อมบอกว่าเหนื่อยแล้ว เขาคงไม่ยอมพักง่าย ๆ
พระจันทร์ลอยอยู่กลางฟ้า แสงสว่างจ้าส่องลอดหน้าต่างลงบนพื้น
ฮั่วเซียวลุกไปตักน้ำมา เมิ่งอู๋ฝืนร่างกายลุกขึ้นชำระล้างตัวเอง จึงได้เข้านอนพักผ่อนอย่างเต็มที่เสียที
ฮั่วเซียวโอบคนในอ้อมแขนไว้อย่างอิ่มเอม เมิ่งอู๋ผลักเขาเบา ๆ บ่นว่าเขากอดแน่นเกินไป แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ขยับหนี นางหลับตาลง แล้วผล็อยหลับไปแทบจะทันที
แต่เขากลับนอนไม่หลับ อยากลุกขึ้นไปวิ่งสักรอบแทบแย่ ท้ายที่สุดก็ยังรู้สึกว่ากอดเมิ่งอู๋นอนอยู่แบบนี้ดีกว่า
เขาก้มลงจูบหน้าผากนางเบา ๆ เมิ่งอู๋หลบเล็กน้อย ก่อนจะซุกหน้าเข้ากับอกเขา
ดูท่าคงเหนื่อยมากจริง ๆ ถึงกับไม่ตื่น ฮั่วเซียวคิดอย่างได้ใจอยู่บ้าง แต่ความรู้สึกที่ท่วมท้นยิ่งกว่าคือความตื่นเต้นและความสุข
คืนนั้นทั้งคู่หลับสบายตลอดคืน
ช่วงบ่าย ฮั่วเซียวกลับมาหลังการฝึกซ้อม กินข้าวแล้วล้างชาม สิ่งแรกที่ทำก็คือหยิบเครื่องมือไปซ่อมเตียง
เขาตอกเครื่องมือเสียงดังอยู่พักใหญ่ จากนั้นก็ลองเขย่าเตียงดูอีกครั้ง พอแน่ใจว่าไม่มีเสียงแล้วจึงพอใจ
เมิ่งอู๋เหลือบมอง ใบหน้าร้อนผ่าว ก่อนจะถลึงตาใส่เขา แล้วอดกลั้นความอยากถ่มน้ำลายใส่เขาไว้ พลางเดินออกไป
จำเป็นต้องทำขนาดนั้นเลยหรือ
ฮั่วเซียวตอบว่าจำเป็น แถมจำเป็นมากด้วย
การได้กินเนื้อไม่มีวันเบื่อ ยิ่งกินก็ยิ่งหอมหวาน ช่วงเวลาที่ตั้งตารอมากที่สุดในแต่ละวันก็คือตอนปิดไฟ
ท้องของเมิ่งอู๋ใหญ่ขึ้นทุกวัน ร่างกายก็หนักอึ้งขึ้นอยู่แล้ว พอถูกเขารบกวนเช่นนี้ กลางวันนางจึงมักอ่อนเพลียอยู่บ้าง
บรรดาพี่สะใภ้กับป้าต่างก็เป็นผู้มีประสบการณ์ พากันหยอกล้อนางเสียยกใหญ่ จนนางหน้าแดงไปหมด
