แต่จนแล้วจนรอด เขาก็ไม่อาจเอาเรื่องกับคนเมาได้
“ไม่มี” กู้ฉางไหว่สีหน้าเรียบเฉยยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะกล่าวต่อ “ดื่มเหล้าทำร้ายร่างกาย ต่อไปอย่าดื่มอีก”
เมิ่งอู๋ขานรับ
“ต่อไปฉันจะไม่ดื่มแล้วค่ะ”
“อืม” กู้ฉางไหว่รู้สึกว่าไม่มีอะไรจะพูดกับเมิ่งอู๋แล้ว จึงคิดจะส่งแขก
“พี่ใหญ่ เมื่อคืน...เมื่อคืนฉันพูดอะไรกับพี่ไปบ้างคะ” เมิ่งอู๋ถามอย่างเชื่องช้า แฝงความกระวนกระวายอยู่บ้าง
วันนี้เชิ่งฉางเจ๋อส่งข้อความมาหาเธอ บอกเพียงว่ากู้ฉางไหว่ดุเขาไปยกใหญ่ ทั้งยังพูดถึงเรื่องที่เธอดื่มเหล้าด้วย
แต่เมิ่งอู๋กลับจำไม่ได้ว่าตัวเองพูดอะไรกับกู้ฉางไหว่ไปบ้าง
ตอนนี้เธอเป็นกังวลอยู่อย่างเดียว ว่าตอนนั้นเธอพูดอะไรไม่น่าฟังออกไปหรือเปล่า
พูดอะไรไปน่ะหรือ?
กู้ฉางไหว่นึกถึงภาพเมิ่งอู๋ฟุบอยู่ในอ้อมแขนของเขา ก่อนจะสลัดภาพนั้นทิ้งไปทันที
“ก็แค่พูดว่าเธอเห็นหยวนเจ๋อที่สนามบิน” กู้ฉางไหว่กล่าวเสียงเรียบ
เมิ่งอู๋ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย ก่อนถามว่า “ฉัน...ฉันพูดอะไรไม่เหมาะสมไปบ้างไหมคะ”
“ที่ว่าไม่เหมาะสม หมายถึงอะไร?”
“ก็...คำพูดไม่น่าฟังน่ะค่ะ...” เมิ่งอู๋ก้มหน้า
กู้ฉางไหว่มองเธอ
เมิ่งอู๋พูดไว้มากมาย แต่ไม่มีสักประโยคที่ไม่น่าฟัง เธอเอาแต่พร่ำบอกว่าชอบเชิ่งฉางเจ๋อ และขอร้องไม่ให้เชิ่งฉางเจ๋อทอดทิ้งเธอ
ตอนนี้ถามเรื่องนี้ขึ้นมา กำลังกังวลอะไรอยู่กันแน่?
“ไม่มี” เขาตอบ
เมิ่งอู๋ถึงค่อยโล่งใจจริง ๆ โดยไม่สงสัยเลยสักนิดว่ากู้ฉางไหว่จะโกหกเธอหรือไม่
“อย่างนั้นก็ดีแล้วค่ะ” เธอพึมพำเสียงเบา ก่อนกล่าวอย่างจริงจัง “เมื่อคืนขอบคุณนะคะ พี่ใหญ่”
“ไม่ต้องขอบคุณ” กู้ฉางไหว่ตอบอย่างเย็นชา
