เมื่อข่าวการเสียชีวิตของจางซ่งจือส่งกลับมา เมิ่งอู๋เพิ่งแท้งลูกได้ห้าวัน นางแทบจะนอนซมอยู่บนเตียงตลอดทั้งวัน
แต่เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ นางจำเป็นต้องออกไปปรากฏตัว ทว่าพอฝืนปลอบใจคนอื่นได้ไม่กี่คำก็หมดสติไปทันที
พลันเกิดความวุ่นวายโกลาหลขึ้นอีกครั้ง นางถูกพากลับเรือนแล้วให้นอนพักต่อ
ใครก็เอาผิดนางไม่ได้
ฮูหยินตระกูลชางอานปอเป็นห่วงบุตรสาว จึงมาเยี่ยมถึงบ้าน พร้อมนำข่าวที่ว่าจางซ่งจือยังไม่ตายมาบอกด้วย
“พ่อของเจ้าให้คนจัดที่พักให้เขาเรียบร้อยแล้ว” หลังจากให้บ่าวไพร่ออกไปหมด มารดาเมิ่งก็พูดกับบุตรสาว คิ้วขมวดมุ่นด้วยความโกรธ “ไม่คิดเลยว่าตระกูลโหวผู้สูงศักดิ์จะต่ำช้าได้ถึงเพียงนี้”
ตอนเมิ่งอู๋ให้ตงฉาส่งข่าวกลับไปใหม่ ๆ คู่สามีภรรยาตระกูลเมิ่งยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เชื่อบุตรสาว เพียงแต่ไม่มีหลักฐาน แล้วใครจะรู้ว่าภายในจะมีเรื่องเข้าใจผิดอะไรหรือไม่
แต่เมื่อช่วยจางซ่งจือไว้ได้แล้ว ทั้งสองก็เชื่อไปมากกว่าครึ่ง
ครั้นได้ยินว่าภรรยาของจางซ่งจือตรวจพบว่าตั้งครรภ์ ทั้งคู่ก็เดาแผนการของจางซ่งเหนียนออก
เรื่องต่ำช้าโหดเหี้ยมเช่นนี้ ทำให้สามีภรรยาทั้งคู่เดือดดาลจนแทบไฟลุก
“ท่านแม่ไม่ต้องโกรธ ตอนนี้รู้ตัวก็นับว่าไม่ใช่เรื่องเลวร้าย” ใบหน้าของเมิ่งอู๋ยังคงซีดขาว นางยิ้มบาง ๆ ทว่าไม่อาจปิดบังความอ่อนล้าได้ แล้วกล่าวว่า “หากไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย แล้วยังเป็นฮูหยินของเขาต่อไป คอยเลี้ยงดูเด็กคนนั้นต่างหากที่น่าขยะแขยง”
คำพูดนี้ไม่ได้ช่วยปลอบมารดาเมิ่งแม้แต่น้อย กลับยิ่งทำให้นางโกรธกว่าเดิม จึงถามว่า “อาอู๋ เจ้าคิดจะทำอย่างไร จะขอหย่าหรือไม่”
นางกับสามีเตรียมใจจะขอหย่าไว้แล้ว เพียงแต่ยังไม่แน่ใจว่าบุตรสาวคิดเช่นไร เพราะนางหลงรักจางซ่งเหนียนมาโดยตลอด
ฤดูใบไม้ผลิทางเหนือมาถึงช้าเป็นพิเศษ แม้จะเข้าสู่เดือนสองแล้ว แต่ภายในเรือนยังคงเงียบเหงา มีเพียงดอกเหมยที่เริ่มผลิบาน แต่งแต้มสีสันเพิ่มขึ้นมาบ้าง
