“โทรศัพท์เสร็จแล้วทำไมยังไม่ออกมาล่ะ” เมิ่งอู๋บ่น “หนูอยากกินมะม่วง”
หานเจินอดยิ้มไม่ได้ แต่ก็ยิ้มได้ไม่เต็มที่นัก เขาเดินไปหยิบชามใบเล็ก แล้วป้อนเมิ่งอู๋กิน
เมิ่งอู๋กินไปสองสามคำ ก่อนจะมองเขาแล้วถาม “นายกำลังคิดอะไรอยู่เหรอ”
เขาใจลอยอย่างเห็นได้ชัด กำลังเหม่ออยู่
“อาอู๋” หานเจินลังเลเล็กน้อย เขาอยากถามมาก แต่ก็กลัวว่าคำตอบจะไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองอยากได้ยิน
“พูดมาสิ!” เมิ่งอู๋เร่ง
“อาอู๋ เธอคิดจะบอกคุณอาเมิ่งเรื่องความสัมพันธ์ของเราเมื่อไหร่” ในที่สุดหานเจินก็ตัดสินใจถามออกไป
เมิ่งอู๋กะพริบตาปริบ ๆ แล้วจู่ ๆ ก็ยิ้มออกมา ก่อนจะขยับเข้าไปจุ๊บหานเจิน “นายกำลังคิดเรื่องนี้อยู่เหรอ”
“อืม”
“คงหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยนั่นแหละ” เมิ่งอู๋เอ่ย แววตาเปล่งประกายมีชีวิตชีวา แต่ไม่ได้ดูเหลาะแหละ กลับแฝงความจริงจังอยู่ “ถ้าบอกตอนนี้ แล้วเกิดตาเมิ่งไม่เห็นด้วยขึ้นมาจนหักค่าใช้จ่ายของเราจะทำยังไง แค่คิดก็ยุ่งยากแล้ว”
“รอเรียนจบมหาวิทยาลัยก่อนก็ดีแล้ว” เธอว่า
“นายต้องพยายามหาเงินให้ได้เยอะ ๆ ถึงตอนนั้นจะได้เลี้ยงฉัน ฉันไม่อยากไปอยู่ห้องเช่ากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับนายหรอก” เมิ่งอู๋พูดพลางตบอกหานเจินเบา ๆ “เข้าใจไหม”
หานเจินชะงักไปเล็กน้อย จู่ ๆ ก็รู้สึกผิดและตำหนิตัวเองขึ้นมา
เขาคิดแต่เรื่องเปิดเผยความสัมพันธ์ แต่กลับไม่เคยนึกถึงเรื่องที่จะตามมา เมื่อเทียบกับอาอู๋แล้ว เขาช่างดูเด็กและไร้ความรับผิดชอบเหลือเกิน
“เข้าใจแล้ว” ราวกับมีอะไรจุกอยู่ในลำคอ เขาตอบเสียงอู้อี้ ก่อนจะกอดเมิ่งอู๋ไว้แล้วอดจูบเธอไม่ได้
“ทำอะไรน่ะ” เมิ่งอู๋บ่น
หานเจินจูบริมฝีปากเธออีกครั้ง ก่อนจะผละออกแล้วพูดว่า “ผมจะพยายามหาเงินให้ได้เยอะ ๆ”