“เอ๊ะ คุณ...คุณเดาออกแล้วเหรอ...” เมิ่งอู๋รู้สึกผิดขึ้นมาทันที นางรู้ว่าเซี่ยจี้ไม่ชอบให้ใครพูดถึงเรื่องขาของเขา จึงระวังไม่เอ่ยถึงมาตลอด
นางรีบพูดต่อ “อย่างไรคฤหาสน์ก็อยู่ตรงนี้ ไม่หนีไปไหนหรอก ถ้าชอบก็แวะมาพักเป็นครั้งคราวก็พอ พวกเราอยู่ที่วิลล่ากันเถอะ ที่นั่นคุณเข้าออกสะดวกกว่า”
คฤหาสน์เดิมก็เป็นเช่นนี้ มีบันไดอยู่ทุกแห่ง แม้แต่ตรงประตูทางเข้าก็ยังมีธรณีประตู
สำหรับคนที่ขาแข็งแรงย่อมไม่เป็นไร แต่สำหรับเซี่ยจี้แล้วกลับไม่สะดวกอย่างยิ่ง จะให้เข้าออกทีไรก็เรียกบอดี้การ์ดมาช่วยตลอดได้อย่างไร หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาแล้วไม่มีใครช่วยจะทำอย่างไร
สีหน้าของเซี่ยจี้พลันมืดครึ้มลง
เขาไม่ชอบให้ใครพูดถึงเรื่องขาของตัวเอง
เมื่อครู่เขาลืมไปจริง ๆ ตอนนั้นที่ย้ายออกไปอยู่ในวิลล่า ก็เพราะการใช้ชีวิตประจำวันไม่สะดวก
วิลล่าปรับรายละเอียดทุกจุดให้เหมาะกับการใช้วีลแชร์ ตรงประตูทางเข้ามีทางลาด และสามารถพักอยู่ชั้นหนึ่งได้เลย ส่วนคฤหาสน์เดิมนั้น...
“ฉันบอกแล้วว่าอยากอยู่ก็อยู่” เขากล่าว
เซี่ยจี้รับไม่ได้
มันทำให้เขาดูเหมือนเป็นภาระของคนอื่น
“คุณโกรธแล้วหรือ” เมิ่งอู๋ขยับเข้าไปใกล้แล้วจูบเขา เซี่ยจี้เบือนหน้าหลบ นางจึงขยับตามไปอีกทาง เฮ้ จูบโดนแล้ว!
เซี่ยจี้มองนางอย่างเย็นชา
แต่เมื่อเห็นนางยังจะขยับเข้ามาใกล้อีก เขาก็ขยับนิ้ว แผงกั้นด้านหน้า ด้านหลัง และตรงกลางพลันยกขึ้น
เบาะหลังรถกลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวในทันที
“อย่าโกรธสิ ฉันพูดผิดเอง อย่าโกรธเลยนะ” เมิ่งอู๋ได้ยินเสียงแผงกั้นเลื่อนขึ้นก็อดหัวเราะไม่ได้ ไม่สนใจสีหน้าเย็นชาของเขา จูบเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ฉันแค่ไม่อยากให้คุณเหนื่อยเท่านั้นเอง”