เซี่ยจี้สะดุ้งเฮือก ความสุขสมที่ยากจะบรรยายแผ่ซ่านไปทั่วร่าง จนทุกส่วนชาวาบ
เมิ่งอู๋อดหัวเราะไม่ได้ โน้มตัวลงไปจูบเขา “ฉันชอบชื่อนี้จัง ต่อไปเรียกคุณแบบนี้ดีไหม”
เซี่ยจี้ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าใครเป็นคนพูด เขาไม่มีเวลาคิดอะไรให้มาก แค่คำพูดของเมิ่งอู๋ก็ทำให้เขาหอบหายใจไปหลายครั้ง หนังศีรษะยังคงชาวาบ
ชื่อเล่นสมัยเด็กที่เมิ่งอู๋เรียกออกมาในเวลานี้ ช่างเร้าใจจนยากจะบรรยาย
เขากดท้ายทอยเมิ่งอู๋ไว้แล้วจูบเธอ
เสียงหอบหายใจแผ่วเบาอบอวลอยู่ในห้อง สลับกับเสียงหัวเราะคิกคักของเมิ่งอู๋และเสียงเรียกเฮ่อทงครั้งแล้วครั้งเล่า
เสียงนั้นไม่ดังนัก แต่กลับราวกับขนนกที่ร่วงลงบนหัวใจของเซี่ยจี้
เซี่ยจี้นั่งพิงหัวเตียง ส่วนเมิ่งอู๋นั่งอยู่ในอ้อมแขนของเขา
ทั้งสองกอดจูบกัน
ร่างกายที่ชุ่มเหงื่อพันเกี่ยวกันแนบแน่น
หลังจากค่ำคืนแห่งความเร่าร้อน ก็เป็นคืนที่หลับสนิทอย่างสุขสบาย
สุดท้ายทั้งคู่ก็ตื่นขึ้นเพราะเสียงร้องไห้ของลูก
ฤดูร้อนเวียนมาอีกปี ฤดูฝนชื้นแฉะมาถึงตามกำหนด หยาดฝนโปรยปรายไม่ขาดสาย อากาศอบอวลไปด้วยความชื้น
มุมกำแพงนอกเรือนที่ทั้งสองอาศัยมีภูเขาจำลองและต้นกล้วยอยู่เคียงกัน ยามฝนกระทบลงไปเกิดเสียงไพเราะชวนง่วงนอนอย่างยิ่ง บนกำแพงมีกุหลาบพันปีสีชมพูเลื้อยอยู่ หยาดฝนทำให้มันสั่นไหวเบา ๆ นี่เป็นดอกไม้ที่เมิ่งอู๋ชอบ จึงปลูกเอาไว้
เผลอไม่นาน ก็เข้าสู่เดือนที่สามหลังเมิ่งอู๋คลอดลูกแล้ว เธอฝึกออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูรูปร่างมาโดยตลอด ความพยายามไม่สูญเปล่า ไม่เพียงกลับมามีรูปร่างเหมือนเดิม แต่ยังดีกว่าเดิมเสียอีก
เซี่ยจี้เองก็ทำกายภาพฟื้นฟูอยู่เสมอ หลังจากพยายามอย่างหนักเกือบหนึ่งปี ในที่สุดก็เดินได้ไม่กี่ก้าวโดยมีอุปกรณ์ช่วยพยุง
ทั้งสองหลับไม่สนิทนัก พอลูกส่งเสียงรบกวนก็ลุกจากเตียงไปล้างหน้าแปรงฟัน เมิ่งอู๋เปิดประตู ยิ้มพลางบอกป้าคนใช้ว่า “อุ้มมาเลยค่ะ”
เด็กน้อยทั้งสองติดคนเป็นพิเศษ ทั้งที่ยังเล็กมาก แต่กลับเหมือนจะรู้ว่าพ่อแม่อยู่หรือไม่อยู่ หากตื่นมาสักพักแล้วยังไม่เห็นพ่อแม่ก็จะร้องไห้ ไม่ว่าจะปลอบอย่างไรก็ไม่ยอมหยุด
