ลำคอของเฟยอิ๋งขยับขึ้นลง ยิ่งเมิ่งอู๋ดูน่าสงสารเท่าไร ก็ยิ่งทำให้เขานึกถึงคืนนั้นมากขึ้นเท่านั้น
แต่ว่า—
เขาทิ้งตัวลงอย่างรวดเร็ว ซบศีรษะลงตรงซอกคอของเมิ่งอู๋ สูดหายใจลึก ๆ เพื่อข่มความพลุ่งพล่านในร่างกาย
เขายังไม่ถึงขั้นบังคับใจใคร
เขาแค่รู้สึกเสียดายอยู่บ้างที่วันนี้เมิ่งอู๋ไม่ได้เป็นฝ่ายชวนเขาก่อนเหมือนคืนนั้น
หัวใจของเมิ่งอู๋เต้นรัวเร็ว ลมหายใจของเฟยอิ๋งพ่นรดข้างลำคอของเธอ ทั้งร้อนทั้งเร่งร้อน เธอรู้สึกจั๊กจี้ อยากหลบแต่ก็หลบไม่ได้ กระทั่งลมหายใจยังปั่นป่วนไปหมด
เขาไม่ขยับ เธอก็ไม่กล้าขยับ กลัวเหลือเกินว่าจะเผลอทำอะไรไปกระตุ้นเขา
เธอเอียงศีรษะ มองเห็นแขนที่เขาวางอยู่ข้างกายเธอได้อย่างชัดเจน เส้นเลือดปูดนูนขึ้นมา บ่งบอกถึงความอดกลั้นและการข่มใจของเจ้าของแขน
ผ่านไปครู่ใหญ่ เฟยอิ๋งก็ลุกขึ้นนั่ง เมิ่งอู๋รีบลุกตามอย่างลนลาน ไม่กล้านั่งอยู่บนโซฟาต่อ จึงลุกไปยืนข้าง ๆ
เธออยากวิ่งหนีอยู่เหมือนกัน แต่ก็รู้สึกว่าไม่น่าจะถึงขั้นนั้น ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยืนนิ่งอย่างงุนงงอยู่ตรงนั้น
เฟยอิ๋งถือชามซุปอยู่ ซุปเย็นลงจนไม่ร้อนแล้ว เขามองท่าทางเหม่อลอยของเธอ ก่อนจะพูดว่า “กลับไปเถอะ”
พอเสียงแหบพร่าหลุดออกมา ทั้งคู่ก็ชะงักไปพร้อมกัน
เมิ่งอู๋ถอยหลังไปอีกก้าวโดยไม่รู้ตัว แล้วตอบว่า “ค่ะ” พูดจบก็รีบหันหลังเดินจากไป
เฟยอิ๋งมองตามแผ่นหลังของเธอ แล้วก็อดขำด้วยความโมโหไม่ได้
ทั้งที่เขาเป็นคนบอกให้เธอกลับไปเอง แล้วจะรีบหนีไปขนาดนั้นทำไม เขาจะกินเธอหรือไง?
เขาน่าจะกินเธอเสียให้รู้แล้วรู้รอด
เฟยอิ๋งขบกรามแน่น ก่อนจะยกซุปแก้เมาค้างขึ้นจิบหนึ่งคำ
รสชาติไม่เลว
เฟยอิ๋งดื่มซุปทีละคำด้วยสีหน้าเรียบเฉยจนหมดชาม จากนั้นคิ้วที่ขมวดอยู่ก็คลายออก เขายิ้มบาง ๆ
ในใจตัดสินใจบางอย่างได้แล้ว
กลับถึงบ้าน เมิ่งอู๋ยกมือแตะแก้มตัวเอง ไม่คิดเลยว่าผลลัพธ์จะออกมาดีเกินคาด
ไม่เสียแรงที่ยอมโดนตบไปทีหนึ่ง
แค่ตอนนั้นเธออ่อนข้อให้มากไปหน่อย ตามนิสัยของเมิ่งอู๋แล้ว เธออยากเอาคืนเดี๋ยวนั้นเลยมากกว่า แต่ทำไม่ได้