นางมองไป๋อิ้นด้วยดวงตากลมโตฉ่ำน้ำ ก่อนจะหมุนตัวกลับไปนั่งที่เดิม ใบหูขาวดุจหยกแต้มสีชมพูจาง ๆ
เห็นได้ชัดว่านางไม่ใช่ไม่อยากพูด แต่ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร
ไป๋อิ้นหัวเราะเสียงต่ำ แล้วผลักชิงช้าเบา ๆ อีกครั้ง
หางของเมิ่งอู๋แกว่งไปมา ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่มันลอดผ่านช่องว่างตรงพนักพิงชิงช้าจากด้านข้างเอว มาแกว่งอยู่ข้างขาของสัตว์มนุษย์เสือขาว แล้วจู่ ๆ ก็แตะเขาเข้า ก่อนจะชะงักราวกับตกใจ
ไป๋อิ้นสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเขาพยายามอย่างยิ่งที่จะทำตัวนิ่งเฉย ราวกับไม่รับรู้สิ่งใด
จากนั้นหางฟูนุ่มก็เริ่มแกว่งอีกครั้ง แอบย่องเข้าไปแตะเขาทีละนิด
ทุกอากัปกิริยาล้วนเผยให้เห็นความรักใคร่ของเจ้าของหาง
ไป๋อิ้นสัมผัสได้ และรู้สึกว่าทะเลจิตที่ปั่นป่วนพลันไม่เลวร้ายเท่าเดิม
น่ารักจริง ๆ
อยากพากลับบ้านไปซ่อนไว้
รออีกหน่อย
รออีกหน่อย
ไป๋อิ้นบอกตัวเองว่าต้องอดทน
วันหยุดสุดสัปดาห์สองวันผ่านไปราวกับพริบตา เมิ่งอู๋กำลังคิดว่าจะบอกไป๋อิ้นเรื่องที่นางต้องกลับไปมหาวิทยาลัยอย่างไรดี ใครจะรู้ว่าช่วงบ่ายไป๋อิ้นกลับเจอเรื่องบางอย่าง แล้วรีบร้อนจากไป
เพียงพริบตาเดียว ตลอดทั้งบ่ายนางก็ไม่เห็นเขาอีกเลย
“ท่านไปที่ดินแดนต้องห้ามแล้ว” เสี่ยวเหวินอธิบาย ใบหน้ามีความกังวลจาง ๆ
เมิ่งอู๋เห็นแล้วรู้สึกใจหายวูบ “เจ้าดูเป็นห่วงมาก เกิดอะไรขึ้นหรือ”
เสี่ยวเหวินลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็พูดออกมา “หลายปีมานี้ ท่านจะไปดินแดนต้องห้ามเป็นระยะ ๆ ทุกครั้งที่กลับมา สภาพก็จะไม่ค่อยดีนัก”
“ไม่ค่อยดีหรือ”
“บอกไม่ถูกเจ้าค่ะ แค่รู้สึกว่ารัศมีของท่านน่ากลัวขึ้น”
เมิ่งอู๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย
