กลับถึงบ้านแล้ว กู้ฉางไหว่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ข้อความที่ส่งหาเมิ่งอู๋ยังค้างอยู่ตรงนั้น ไม่มีคำตอบกลับมา
“กลับมาแล้ว”
“ซื้อชุดลิปสติกกับสกินแคร์มาให้เธออีกสองสามชุด”
“จะเอาไปให้เธอยังไงดี”
ช่วงนี้ทั้งสองคนไปมาหาสู่กันอยู่ตลอด ทุกสองสามวันก็ไปเปิดห้องที่โรงแรมเพื่อการบำเพ็ญคู่กัน
แน่นอนว่าไม่ว่าจะเริ่มคุยกันด้วยเรื่องอะไร สุดท้ายก็จะวกเข้าเรื่องการบำเพ็ญคู่กันอยู่ดี
ตอนแรกเขาคิดว่าเมิ่งอู๋เพิ่งมีเรื่องกับเชิ่งฉางเจ๋อ จึงไม่สะดวกแสดงออกให้ชัดเจน
แต่ตามความคิดของเขา ควรค่อย ๆ ให้ผู้ใหญ่รับรู้ ทำเรื่องนี้ให้เป็นทางการ แล้วค่อยแต่งงานกัน
ทว่าจากที่เห็นในช่วงนี้ ทุกครั้งเมิ่งอู๋จะระวังไม่ให้ใครรู้ ราวกับมองเขาเป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มพลังบำเพ็ญ ไม่คิดจะบอกให้ใครรู้เลยสักนิด
ไร้หัวใจไร้ความรู้สึก เป็นเด็กใจร้ายตัวน้อยชัด ๆ
เดิมทีกู้ฉางไหว่คิดจะค่อยเป็นค่อยไป
แต่พอวันนี้เห็นนางเดินอยู่กับเชิ่งฉางเจ๋อ ในใจก็อดระแวดระวังขึ้นมาไม่ได้
นางคงไม่ได้ยังมีใจให้เชิ่งฉางเจ๋ออยู่หรอกนะ
อย่างไรเสียก็เป็นความรักที่ไล่ตามกันมานานกว่าสิบปี
กู้ฉางไหว่จ้องโทรศัพท์อยู่นาน กระทั่งถึงเวลาอาหาร อีกฝ่ายก็ยังไม่ตอบกลับมา
เขาจึงทำได้แค่ไปกินข้าวก่อน
บนโต๊ะอาหาร เชิ่งฉางเจ๋อยิ่งมั่นใจว่าอารมณ์ของกู้ฉางไหว่ไม่ดี
ฝาแฝดเติบโตมาด้วยกันตั้งหลายปี แม้จะไม่ได้ถึงขั้นมีโทรจิตเชื่อมถึงกัน แต่เขาก็ไวต่ออารมณ์สุขทุกข์ของกู้ฉางไหว่มาก
เขาจึงอดหดคอทำตัวเงียบ ๆ ไม่ได้
ก่อนหน้านี้เชิ่งฉางเจ๋อยังพอวางท่ากำเริบเสิบสานต่อหน้ากู้ฉางไหว่ได้บ้าง แต่หลังจากคำพูดของเมิ่งอู๋ครั้งนั้น ไม่ต้องพูดถึงผู้ใหญ่ในบ้านที่รู้สึกแปลก ๆ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังอดรู้สึกผิดและใจฝ่อเวลาต้องเผชิญหน้ากู้ฉางไหว่ไม่ได้
