เฮ่อจิ้งหยวนมองปฏิกิริยาของเมิ่งอู๋ ตั้งแต่เหม่อลอยไปจนได้สติ แล้วตามด้วยแววตาหลุกหลิก ดวงตาของเขาก็พลันเป็นประกาย
“ได้สิ” เขาขานรับเสียงดังทันที
เมิ่งอู๋ไม่ได้มองเขา เพียงเม้มมุมปากนิดหนึ่ง
ทำไมจู่ ๆ ถึงดีใจขนาดนี้นะ
ไม่ว่าชีวิตจะมีเรื่องวุ่นวายอะไรเกิดขึ้น ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป
ทว่าในช่วงหลายวันถัดมาที่ออกไปทำงาน เมิ่งอู๋กลับไม่เห็นเจี๋ยเหิงชาง ได้ยินมาว่าเขากลิ้งตกจากภูเขาจนได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้นอนพักอยู่ที่จุดพักอาสาแรงงาน
พอเมิ่งอู๋ได้ยินก็คิดถึงเฮ่อจิ้งหยวนเป็นคนแรก พอกลับถึงบ้านจึงถามว่า “เรื่องเจี๋ยเหิงชางเป็นฝีมือเจ้าหรือ”
“อืม” เฮ่อจิ้งหยวนยอมรับตรง ๆ แล้วพูดว่า “พอได้ยินเขาพูดแบบนั้น ข้าก็โกรธมาก เลยอัดเขาไปยกหนึ่ง แต่เจ้าวางใจเถอะ เขาไม่กล้าพูดเหลวไหลหรอก”
เมิ่งอู๋สูดหายใจเข้าลึก ๆ
“อย่างไรก็จำไว้ให้ดี อย่าทำอะไรบุ่มบ่ามอีก” นางพูดอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ตอนนี้ความกล้าของเจ้านับวันยิ่งโตขึ้นทุกที”
“จำไว้แล้ว ข้าฟังเจ้าทุกอย่าง” เฮ่อจิ้งหยวนรีบขานรับ
เจี๋ยเหิงชางพักรักษาแผลอยู่หลายวันกว่าจะกลับไปออกทำงานได้ แต่ก็ไม่เข้ามาใกล้เมิ่งอู๋อีก
แม้จะเจอกันแต่ไกล ทั้งสองก็ไม่ทักทายกันแม้แต่คำเดียว เพียงสบตากันแวบหนึ่งแล้วก็เบือนหน้าหนี ต่างคนต่างทำงานของตน
แสดงออกชัดเจนถึงขนาดนี้ คนในหมู่บ้านจึงสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็ว
เรื่องที่ทั้งสองสนิทสนมกัน ทุกคนต่างเห็นกันมาตลอด คราวนี้จู่ ๆ กลับห่างเหินกัน เบื้องหลังก็มีคนเอาไปพูดถึงไม่หยุด แถมยังมีคนเดินเข้าไปถามเมิ่งอู๋ต่อหน้าอีกด้วย