“ขอดูร่างกายเธอหน่อย” กู้ฉางไหว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ยื่นมือไปจับข้อมือเมิ่งอู๋ แล้วเริ่มตรวจดูร่างกายของเธอ
ตอนนี้ร่างกายยังไม่มีปัญหา
แต่ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป อีกไม่กี่วันเมิ่งอู๋ก็จะยิ่งอ่อนแอลง
กู้ฉางไหว่ยังคงขมวดคิ้ว เขาถามว่า “เป็นแบบนี้มากี่วันแล้ว?”
“ก็ไม่กี่วันเองนี่” เมิ่งอู๋ตอบ แต่เมื่อเห็นสายตาตำหนิของกู้ฉางไหว่ก็พลันรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล จึงเปลี่ยนคำพูดว่า “น่าจะเริ่มวันเสาร์ ตอนนั้นก็ไม่อยากกินอะไรแล้ว”
“แปลกจริง ๆ ก่อนหน้านี้ยังไม่เป็นอะไรเลย ฉันว่าคงเป็นเพราะสภาพจิตใจมากกว่า”
ไม่อย่างนั้นจะอธิบายอย่างไรว่าเพิ่งรู้ว่าตั้งครรภ์วันศุกร์ พอวันเสาร์ก็เริ่มมีอาการ
เริ่มตั้งแต่วันเสาร์ ตอนนี้ก็วันพุธแล้ว
เมิ่งอู๋อดทนมาตลอดอย่างนั้นหรือ?
แค่คิดก็รู้แล้วว่าเมิ่งอู๋คงไม่อยากบอกคนที่บ้าน หมายความว่าตอนที่เธอไม่สบายก็ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเป็นห่วง เธอทนอยู่คนเดียวแบบนี้หรือ?
ไม่รู้เหมือนกันว่าหลายวันมานี้เธอผ่านมันมาได้อย่างไร
กู้ฉางไหว่ทั้งโมโหทั้งปวดใจอยู่ชั่วขณะ สุดท้ายความปวดใจก็เอาชนะความโมโห
เขายื่นมือรวบเมิ่งอู๋เข้ามาในอ้อมแขน แล้วพูดเสียงขรึมว่า “ทำไมไม่บอกฉัน? ความเอาแต่ใจของเธอหายไปไหน? แล้วแรงที่ใช้โมโหใส่ฉันล่ะ?”
เมิ่งอู๋เอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็ก แค่หกล้มหรือกระแทกอะไรนิดหน่อยก็ต้องลากเชิ่งฉางเจ๋อมาโอดครวญว่าเจ็บ ต้องให้ปลอบ ต้องมีคนอยู่เป็นเพื่อน ต้องคอยดูแลอย่างทะนุถนอม
ต่อหน้ากู้ฉางไหว่ยิ่งได้ใจ ไม่กลัวเขาเลยสักนิด แถมยังจงใจยั่วโมโหเขาอยู่บ่อย ๆ
เวลานี้เขายอมให้เมิ่งอู๋โทรศัพท์มาด่าเขาสักยก หรือไม่ก็ตบเขาสองฉาด ยังดีกว่าปล่อยให้เธออดทนอยู่คนเดียว ทุกข์ทรมานโดยที่เขาไม่รู้