เสื้อผ้าของจงเจ้าล้วนเป็นฮูหยินผู้เฒ่าจัดเตรียมไว้ให้
ต้องยอมรับว่า ฮูหยินผู้เฒ่าทั้งหลงใหลและเชี่ยวชาญเรื่องการตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะจงเจ้าชอบเพียงสีดำ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงเนรมิตเสื้อผ้าสีดำออกมาได้หลากหลายแบบ
คำอย่างชุดสีดำกับหมวกดำที่ฮูหยินผู้เฒ่าพูดออกมานั้น สวี่หว่านท่องอยู่พักใหญ่ก็ยังแยกไม่ออก เพียงกวาดตามองไปก็เห็นชุดรัดกุมหลายสิบชุด มีทั้งสีดำสนิท ดำหม่น ดำโปร่ง และดำวาว
ที่เกินจริงยิ่งกว่านั้นคือ ชุดรัดกุมหลายสิบแบบเหล่านี้ล้วนตัดเป็นชุดคู่โดยอิงจากเสื้อผ้าของนาง ตำแหน่งลวดลายและลายปักล้วนสอดรับกัน ต่อให้นางไม่ได้สวมเสื้อผ้าสีขาวเข้าคู่กัน เพียงรูปแบบชุดที่สวมก็ทำให้ผู้คนมองออกได้อย่างชัดเจนว่าทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน
“สวรรค์...” สวี่หว่านตกตะลึง
วันนี้นางก็ได้เปิดหูเปิดตาตามฮูหยินผู้เฒ่าอีกวันหนึ่ง
วันงานเลี้ยงครบเดือน
เพราะจงจินเฉิงยืนกรานอย่างหนักแน่น ครอบครัวสามคนจึงนั่งรถม้าคันเดียวกัน ส่วนเด็กน้อยอีกสี่คนขึ้นรถม้าอีกคัน
เมื่อมีเจ้าตัวแสบอยู่ด้วย สวี่หว่านก็นั่งฟังเขาพูดเจื้อยแจ้วได้อย่างสบายใจ เดี๋ยวก็อวดว่าตนเรียนเก่งเพียงใด เดี๋ยวก็ยกมือกุมอกแสดงให้เห็นว่าตอนนี้มีความสุขแค่ไหน ฟังแล้วสวี่หว่านทั้งหัวเราะไม่ออกบอกไม่ถูก บางทีก็หัวเราะจนตัวงอ
อย่างไรก็ตาม จงจินเฉิงก็เป็นเด็กหัวไวคนหนึ่ง พอหยอกล้อสวี่หว่านอยู่พักหนึ่งแล้ว ก็หันไปหยอกจงเจ้าต่อ
จงเจ้าดูเป็นคนอารมณ์ดี ไม่ได้รำคาญเจ้าตัวแสบช่างพูดเลยสักนิด ถามอะไรก็ตอบทุกคำถาม ไม่นานก็ถูกดึงเข้ามาร่วมวงสนทนาสามคนจนได้
จงจินเฉิงถามว่า “ท่านพ่อ ที่นั่งชายหญิงแยกกัน เมื่อก่อนข้ายังเด็กจึงนั่งกับท่านแม่ได้ ตอนนี้ท่านพ่อกลับมาแล้ว ข้าต้องไปนั่งกับท่านพ่อหรือไม่ แล้วท่านแม่เล่า ท่านแม่ก็ต้องนั่งคนเดียวหรือ”
