จงจินเฉิงกำลังทบทวนตัวเองอยู่ ทบทวนไปทบทวนมา จู่ ๆ ก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมา เขาไม่ได้กินข้าวกับท่านแม่มาหลายวันแล้ว!
เห็นว่าหัวข้อสนทนากำลังจะถูกเขาเบี่ยงหนี สวี่หว่านจึงเปิดไพ่กับเขาตรง ๆ “แล้วครอบครัวของเหวินซิวล่ะ พวกเขาว่าอย่างไรบ้าง?”
“หา?” เจ้าตัวแสบกะพริบตาปริบ ๆ กลอกลูกตาไปมา “ถงหยาหรือ? นางอยู่บ้านสบายดีนี่นา เพราะนางกลับมา อาการป่วยของท่านน้าของพี่ชายก็ทุเลาลงมากแล้ว”
สวี่หว่านโมโห “ยังกล้าปิดบังข้าอีกหรือ? ครอบครัวของเหวินซิวมีตั้งมากมาย พวกเจ้ากลับบอกว่ามีแค่ครอบครัวของท่านน้าถงหยา แต่ที่จริงบิดาของถงหยาตายไปนานแล้วใช่หรือไม่? พวกนางกับบรรดาญาติผู้หญิงฝ่ายมารดาของเหวินซิว ล้วนพักอยู่ในบ้านเช่าที่พวกเจ้าสองคนเก็บเงินไปเช่ามาใช่หรือไม่?”
เจ้าตัวแสบสะดุ้ง เขาพูดตะกุกตะกัก “ท่านแม่รู้ได้อย่างไร... พี่... พวกเราก็กลัวว่าจะสร้างปัญหาให้จวนโหว ฮูหยินคนที่สองก็กลัวว่าจะทำให้จวนโหวเดือดร้อนเหมือนกัน แต่ตอนนั้นท่านน้าของพี่ชายป่วยหนักจนแทบจะตาย พี่ชายก็เลยพาพวกนางออกมา”
สวี่หว่านกล่าวสั่งสอนด้วยสีหน้าเย็นชา “เมื่อสองปีก่อน พวกเจ้าอายุเท่าไรกัน ถึงกล้าจัดการเรื่องใหญ่ขนาดนี้? หากไม่ใช่เพราะช่วงนี้ท่านพ่อของเจ้าไปสืบคดีของเสนาบดีเหยียน คงยังไม่มีใครรู้ว่าพวกเจ้าปิดบังได้แนบเนียนเพียงนี้ เจ้าตัวแสบ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมถึงไม่บอกผู้ใหญ่? หากพวกนางเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาจะทำอย่างไร? ถึงตอนนั้นค่อยหาทางแก้ไขยังจะทันหรือ?”
เจ้าตัวแสบก้มหน้า “พวกเราคิดว่าศัตรูของตระกูลเหยียนคงลืมพวกนางไปหมดแล้ว เลยอยากให้พวกนางได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ โดยไม่ทำให้ผู้ใหญ่ต้องกังวล ท่านแม่ ข้าขอโทษ ข้ารู้แล้วว่าผิด ครั้งหน้าข้าจะบอกท่านก่อนแน่นอน”
“เจ้ายังคิดจะมีครั้งหน้าอีกหรือ?” สวี่หว่านถลึงตามองเขา
