นับแต่รู้ว่าอ๋องหานใต้ต่อสู้ที่ยูนนานแล้วสู้ใครไม่ชนะ จินเฉิงก็ส่งขุนนางไปจัดการชาวบ้านหัวแข็งกับนายอำเภอแถบนั้น ผ่านไปหลายเดือน ผลลัพธ์ก็นับว่าเห็นผลชัดเจน
ฤดูใบไม้ผลิปีที่จินเฉิงอายุสิบสามปี อ๋องหานใต้พาฮูหยินเดินทางเข้าราชธานี
เครื่องเสวยเตรียมพร้อมแล้ว จินเฉิงพูดคุยกับท่านพ่อท่านแม่อยู่ในสวนหลวง พลางรอท่านน้าชายทั้งสองกับน้าสะใภ้เข้าวัง
สวี่หว่านเอ่ยอย่างขบขันว่า “เจ้าหนู เจ้าเรียกท่านน้าชายทั้งสองมา แล้วพาพวกเราสองคนมาด้วยทำไม”
เจ้าตัวแสบเกาศีรษะ พลางหัวเราะแหะ ๆ “ข้าทำเรื่องโง่ไว้ กลัวท่านน้าใหญ่กับท่านน้ารองจะร่วมมือกันอัดข้า”
เพราะเข้าใจผิดว่าท่านน้าใหญ่มีเจตนาไม่ดี จึงพาลจับท่านน้ารองขังไปด้วยนานกว่าหนึ่งเดือน โดนซ้อมสักยกก็สมควรแล้ว
“พรวด… ฮ่า ๆ ๆ เจ้ามีวันนี้กับเขาด้วยหรือ” สวี่หว่านหัวเราะจนตัวงอ “ถ้าอย่างนั้นหน้าที่ของพวกเราก็คือห้ามศึกสินะ”
จินเฉิงพยักหน้าแรง ๆ แล้วเริ่มกะพริบตารัว ๆ ทำท่าน่าสงสาร “ช่วยข้าด้วยเถิด ท่านแม่ที่ดีที่สุดในโลก…กับท่านพ่อ!”
เจ้าตัวเล็กช่างรู้จักดูสถานการณ์ดีนัก กอดขาท่านแม่แล้วก็หันไปกอดท่านพ่อแน่นทันที
สวี่หว่านไม่ได้รับปากและไม่ได้ปฏิเสธ กลับเอ่ยหยอกว่า “แม่ว่าเจ้าคิดมากไปเอง กงผู้พิทักษ์แผ่นดินเอ็นดูเจ้าขนาดนั้น จะใจร้ายลงมือตีเจ้าได้อย่างไร”
จินเฉิงพูดเสียงอ่อยว่า “แต่ยังมีท่านน้าใหญ่อีกคน ดูเหมือนท่านจะชอบต่อยตีมาก”
สวี่หว่านขมวดคิ้ว “ก็ท่านสู้ใครไม่ชนะไม่ใช่หรือ”
จงเจ้า “…” ฟังต่อไม่ไหวแล้ว
จินเฉิงยังเถียงต่อได้ “แต่เรื่องตีข้านี่ ท่านทำได้เหลือเฟือไม่ใช่หรือ”
สวี่หว่านถูกโน้มน้าวจนคล้อยตาม “เจ้าพูดมีเหตุผล”
จงเจ้าเท้าคางข้างหนึ่ง แอบหัวเราะอยู่เงียบ ๆ
เจ้าตัวแสบเบ้ปาก มองออกไปข้างนอก “ทำไมยังไม่มากันอีก… ข้าไปดูหน่อยดีกว่า…”
เขาก้าวเท้าออกไป เดินได้ไม่กี่ก้าวก็ย้อนกลับมาถามว่า “ท่านพ่อ ถ้าอยากแอบฟังคนที่วรยุทธ์สูงส่งคุยกัน ทำอย่างไรถึงจะไม่ถูกจับได้ แค่ไม่ส่งเสียงยังไม่พอใช่หรือไม่ ถ้าไม่หายใจจะได้ไหม”
จงเจ้าเลิกคิ้วขึ้น เดาโดยไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเจ้าตัวเล็กกำลังจะไปก่อเรื่อง
เขาตอบว่า “แม้แต่สายตาก็สัมผัสได้”
