สวี่หว่านรู้สึกซาบซึ้งใจอยู่ไม่น้อย แต่ยังคงส่ายหน้ากล่าวว่า “ข้าไม่เป็นไร เป็นท่านปู่ของพวกเจ้าต่างหากที่ล้มป่วย หลายวันมานี้อาการยังไม่ดีขึ้น คนในบ้านต่างเป็นห่วงกันมาก”
“เอ๊ะ? ท่านปู่ป่วยหรือ?” จงจินเฉิงงุนงง ในความทรงจำของเขา ท่านปู่เป็นถึงขุนศึกผู้มีวรยุทธ์สูงส่ง ต่อให้ป่วยก็ยังทำตัวราวกับไม่เป็นอะไร เหตุใดถึงป่วยมาหลายวันแล้วยังไม่หายเล่า
“ท่านรู้สึกไม่สบาย ดื่มยาไม่ลง อาการจึงดีขึ้นช้ามาก” สวี่หว่านกล่าวอย่างกว้าง ๆ เรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นซับซ้อนยุ่งเหยิง ไม่จำเป็นต้องเล่าให้เด็ก ๆ ฟังอย่างละเอียดนัก
“เหตุใดถึงดื่มยาไม่ลงเล่า?” จงจินเฉิงขมวดคิ้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใย เขากล่าวว่า “ข้าจะกลับบ้านไปป้อนยาให้ท่านปู่”
จงเหวินซิวเองก็เป็นห่วงเช่นกัน “ข้าก็ไปด้วย”
“ข้า...” เดิมทีเหอเจิ้งก็คิดจะพูดตาม แต่พลันนึกขึ้นได้ว่าตนคงไม่ใช่หลานชายคนโตของจวนโหวแล้ว จึงเปลี่ยนคำพูดเงียบ ๆ ว่า “ข้าจะรออยู่ข้างนอก หากต้องการให้ช่วยอะไรก็เรียกข้าได้”
สวี่หว่านตบบ่าเขาเบา ๆ
เหอเจิ้งส่งยิ้มตอบ
สวี่หว่านพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา จึงถามอ้อม ๆ ว่า “ช่วงนี้ข้ากำลังคิดอยู่ว่าควรจัดคนมาคุ้มกันพวกเจ้าเพิ่มหรือไม่ ตอนพวกเจ้ายังเด็ก...เคยถูกลอบสังหารหรือเปล่า?”
จงเหวินซิวส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ไม่เคย ตอนอยู่เขตคนจน ข้าไม่ต้องกลัวว่าจะถูกลอบสังหารด้วยซ้ำ แค่ไม่อดตายก็ถือว่าโชคดีแล้ว”
เหอเจิ้งก็ส่ายหน้า “ไม่เคย คนในครอบครัวข้าล้วนฝึกวรยุทธ์ คงไม่มีใครคิดหาเรื่องใส่ตัวมารังควานพวกเราหรอก”
