จงเหวินซิวเบิกตากว้าง “สอบผ่านกันหมดแล้วหรือ? จินเฉิง ข้าก็สอบผ่านแล้วหรือ?”
เจ้าตัวแสบพยักหน้าอย่างตื่นเต้น “สอบผ่านแล้วพี่ พี่อยู่ข้างหน้าข้า พี่ยังเก่งกว่าข้าอยู่ดี! แต่คอยดูเถิด อีกไม่นานข้าจะแซงพี่ให้ได้!”
จงเหวินซิวยิ้มกว้าง “ดี ดี ขอแค่สอบผ่านก็พอ เช่นนี้พวกเราก็จะได้เข้าสอบขุนนางโดยยกเว้นอายุกันทั้งคู่ จินเฉิงเก่งมาก ข้าจะรอดูวันที่เจ้าแซงข้า!”
“อื้ม!” เจ้าตัวแสบพยักหน้าหงึก ๆ
สวี่หว่านลูบศีรษะเขา พลางยิ้มกล่าวว่า “อัจฉริยะตัวน้อยสมกับเป็นอัจฉริยะจริง ๆ สอบได้ไม่เลวเลย กลับไปแล้วข้าจะให้ของขวัญชิ้นใหญ่กับเจ้า”
ดวงตาของเจ้าตัวแสบเป็นประกาย เขาถามอย่างคาดหวังยิ่ง “ของขวัญชิ้นใหญ่คืออะไรหรือ? เป็นรางวัลหรือ?”
สวี่หว่านพยักหน้ายิ้ม “ใช่แล้ว เป็นรางวัลใหญ่สำหรับเด็กดี”
“เด็กดี...ฮ่า ๆ ถ้าอย่างนั้นรีบกลับบ้านกันเถิด” เจ้าตัวแสบเร่ง “กลับบ้าน กลับบ้าน ข้าจะไปแกะของขวัญชิ้นใหญ่ของข้า!”
“เอ๊ะ? เร็วขนาดนี้เชียวหรือ? ยังไม่ได้ดูอันดับเลยมิใช่หรือ? เจ้าเห็นแล้วหรือว่าได้อันดับที่เท่าใด?” จงเหวินซิวถามอย่างร้อนใจ
จงจินเฉิงคล้องแขนสวี่หว่านข้างหนึ่ง อีกข้างลากเขาขึ้นรถ ปากก็ยังโวยวายว่า “โธ่ ก็เหมือนกันนั่นแหละ อย่างไรทงจื่อหลางก็เข้าสอบขุนนางโดยยกเว้นอายุได้อยู่แล้ว อันดับหนึ่งกับอันดับสองจะต่างกันตรงไหน? อย่าคิดมากเลย พวกเราเก่งที่สุดทั้งคู่!”
สวี่หว่านหัวเราะจนไหล่สั่น เจ้าตัวเล็กนี่ปลอบใจตัวเองเก่งเสียจริง หากเขาสอบได้อันดับสองจริง คงคุยโวเสียจนไม่มีใครเทียบได้ ดูท่าอันดับของเขาน่าจะอยู่ท้าย ๆ กระมัง
แต่ก็เป็นเรื่องปกติ นับจากเรื่องลอจิงเฟิงคราวนั้น นางก็แอบปรับแนวทางการเรียนของเขาไปบ้าง มิได้มุ่งหมายคว้าอันดับหนึ่งของการสอบทงจื่ออย่างเดียว หากแต่เน้นวางรากฐานให้รอบด้าน
