สวี่หว่านหัวเราะเบา ๆ ลูบศีรษะเขาพลางกล่าวว่า “แม้ยามเจ้าเกิดความมั่นใจขึ้นมาจะน่ารักจริง ๆ แต่ฉินเย่ก็เก่งมากเช่นกัน เพราะฉะนั้นใช่ว่าเจ้าจะไม่มีโอกาสแพ้”
เจ้าตัวแสบเบ้ปาก กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่คิดว่าข้าจะแพ้หรือ? ท่านแม่ไม่คิดว่าข้าเก่งที่สุดหรือ?”
สวี่หว่านยิ้มละไมกล่าวว่า “แม่ย่อมคิดว่าเจ้าเก่งที่สุดอยู่แล้ว แต่ผลแพ้ชนะเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากที่สุด มิฉะนั้นจะจัดการแข่งขันไปเพื่ออะไร?”
เจ้าตัวแสบได้ยินแล้วก็เบิกบานใจ เขายิ้มแฉ่งกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าจะพยายามให้เต็มที่ เอาชนะฉินเย่ให้ได้!”
ประโยคนี้เขาพูดมาเกือบสองปีแล้ว ถึงขั้นที่เด็กทั้งห้องเรียนชั้นเลิศพากันตะโกนตามเขาวันละไม่รู้กี่ครั้ง ทว่าทุกครั้งที่สอบ เขาก็ได้แต่วิ่งไล่ตามฉินเย่ และไม่เคยตามทันเลยสักครั้ง
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ฉินเย่ไม่เพียงมองเห็นเขา จดจำเขาได้ ยังเป็นฝ่ายส่งคำท้าประลองมาให้เขาเองอีกด้วย
ฉินเย่กลัวเขาแล้วจริง ๆ!
ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ… ข้าแข็งแกร่งขึ้นจริง ๆ ด้วย!
สวี่หว่านส่ายหน้าอย่างจนใจ ก่อนเดินไปเขียนหนังสือที่โต๊ะ จงจินเฉิงว่าง่าย ไม่เข้าไปรบกวนนาง เพียงฟุบอยู่บนโต๊ะกลมตัวเล็กไม่ไกลนัก มองดูนางเขียนหนังสือ
ฮิ ๆ ท่านแม่กำลังเหน็ดเหนื่อยเพื่อข้าอีกแล้ว นางกำลังเขียนหัวข้อโต้วาทีให้ข้ากับฉินเย่ ท่านแม่ช่างอ่อนโยนเหลือเกิน ตอนเขียนหนังสือก็ตั้งใจและงดงาม แม้ไม่ได้สวมอาภรณ์เรืองแสง แต่กลับรู้สึกว่าทั้งร่างกำลังเปล่งประกายอยู่เลย
เตาไฟในห้องอุ่นระอุ อุ้งมือเล็ก ๆ ของเจ้าตัวแสบก็อุ่นผ่าว ศีรษะโต ๆ ของเขาหนุนอยู่บนแขน ดวงตากลมดำขลับจ้องมองอย่างไม่กะพริบ นาน ๆ ทีจึงจะเงียบสงบไม่พูดจา
