พวกคุณเป็นห่วงตอนเข้าป่ากันเหรอ?
คนที่ควรกลัวจนตัวสั่นน่ะ คือพวกสัตว์ป่าเสียมากกว่า!
พวกมันต่างหากที่ควรกลัว!”
หลิวซิ่วหลานพยายามข่มความกังวลลงแล้วพูดว่า “พวกเธอนี่ใจกล้ากันจริง ๆ ฉันยังอดเป็นห่วงไม่ได้เลย ในป่ามีสัตว์ร้ายเยอะขนาดนั้น แถมครั้งนี้เขาก็ไม่ได้พาลู่เว่ยจวินไปด้วย ถ้าเกิดว่า...”
เฉินเสี่ยวเสี่ยวรีบพูดแทรกทันที “โอ๊ย ถุย ๆ ๆ! พี่ซิ่ว อย่าพูดแบบนั้นสิ ไม่เป็นมงคลเลย!”
หลิวซิ่วหลานมีขอบตาแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย “จริง ๆ นะ ถ้าเขายอมอยู่บ้านทำไร่ทำนาดี ๆ ฉันก็ไม่ได้บังคับให้เขาเข้าป่าล่าสัตว์หรอก”
เฉินเสี่ยวเสี่ยวถอนหายใจเบา ๆ “แต่ด้วยนิสัยของลู่หยาง ให้ทำไร่ทีไรก็เอาแต่ง่วง เขาทำไม่ไหวหรอก”
เยี่ยอ้ายเหลียนพยักหน้า “พี่เสี่ยวเข้าใจลู่หยางดีจังเลยนะ?”
เฉินเสี่ยวเสี่ยวยิ้ม “อย่าพูดถึงฉันคนเดียวสิ เธอเองก็เข้าใจเขาไม่ต่างกันไม่ใช่เหรอ?”
เถียนเสี่ยวอวี่เม้มปากนิด ๆ “เข้าใจกันหมดทุกคน ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้มาอยู่บ้านเดียวกันหรอก”
ความกังวลในใจของหลิวซิ่วหลานถูกพี่น้องทั้งสามช่วยกันพูดคุยกลบเกลื่อนไปจนได้
ส่วนลู่หยางเดินอยู่ในป่าเป็นเวลานาน จนกระทั่งถึงช่วงเย็น
เขาหาถ้ำแห่งหนึ่ง แล้วยกก้อนหินมาวางล้อมปากถ้ำไว้ เหลือช่องเล็ก ๆ สำหรับสังเกตการณ์เพียงช่องเดียว
จากนั้นก็รีบเข้านอนพักทันที
ลู่หยางโรยผงยาควบคุมสัตว์ไว้ด้านนอกถ้ำ
แต่ยุงในป่ามีเยอะเหลือเกิน
โชคดีที่มีถุงสมุนไพรไล่ยุงที่เฉินเสี่ยวเสี่ยวทำให้ ยุงจึงไม่กล้าเข้าใกล้
ลู่หยางนอนจนถึงประมาณตีสี่ครึ่งของวันถัดมา ความหนาวเย็นทำให้เขาสะดุ้งตื่น
