พวกนางมาถึงตำหนักแห่งหนึ่ง ตัวตำหนักโอ่อ่าสง่างาม แผ่บารมีออกมาตั้งแต่ภายในจรดภายนอก เพียงมองก็ทำให้ใจสั่นสะท้าน
นี่มิใช่...ตำหนักบรรทมของจี้เหยียน ทรราชผู้โหดเหี้ยมผู้นั้นหรอกหรือ!
สือเหยาส่ายหน้า ยังไม่แน่ บางทีอาจเป็นตำหนักบรรทมของบิดาจี้เหยียนก็ได้
ผู้ใดเป็นฮ่องเต้ ผู้นั้นก็ประทับอยู่ที่นี่
นางเดินตามเหล่านางกำนัลไปยืนรายล้อมอยู่บริเวณลานด้านนอกตำหนัก รอรับพระบัญชาจากฮ่องเต้ทุกเมื่อ
เหล่าทหารองครักษ์เดินตรวจตราไปมารอบตำหนัก มีจำนวนมากทีเดียว เรียกได้ว่าการรักษาความปลอดภัยรอบตำหนักบรรทมของฮ่องเต้เข้มงวดอย่างยิ่ง
นางยืนอยู่หน้าตำหนักตลอดทั้งคืน ลมยามค่ำคืนหนาวเหน็บเสียดกระดูก ระหว่างนั้นสือเหยาถูกลมพัดจนจามไปหลายครั้ง
แต่กลับส่งเสียงไม่ได้ นางจึงยกมือปิดปากกลั้นเสียงจาม จนแทบอึดอัดตาย
นับแต่เดินทางมายังโลกนี้เพื่อทำภารกิจ นางก็ใช้ชีวิตในฐานะคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลสือ ทุกวันสุขสบายจนแทบไม่เหมือนคน ทั้งยังได้รับการดูแลเอาใจใส่จากจี้เหยียนในวัยเยาว์ ชีวิตช่างสุขสบายราวกับหนอนข้าวสาร
สือเหยาถอนหายใจ ชีวิตคนเรามีขึ้นมีลงจริง ๆ
แต่นางก็แค่ขี้เกียจ มิใช่คนสำออย เรื่องลำบากเพียงเท่านี้เพื่อภารกิจจะนับเป็นอะไรได้
หลังเข้าเวรยามทั้งคืน นางก็กลับไปยังที่พักเดิมพร้อมกับคนอื่น ๆ นางล้มตัวลงนอนอย่างสะลึมสะลือ เพราะถูกลมหนาวพัดจนศีรษะหนักอึ้ง ก่อนจะหลับไปอย่างมึนงง
หลายวันต่อมา สือเหยาก็รับบทเฉี่ยวจืออย่างขยันขันแข็งและตั้งใจ
ทุกครั้งที่ลืมตาตื่น นางหวังว่าจะได้กลับไปจวนสือ แต่พอเห็นบ้านซอมซ่อหลังคุ้นตา ก็ได้แต่ถอนหายใจและยอมรับชะตากรรม ออกไปทำงาน
