ไม่นานนัก องครักษ์ก็นำหมอหลวงมาถึงห้องหนังสือ
“กระหม่อมคารวะอ๋อง คารวะท่านหญิง” หมอหลวงก้มศีรษะทำความเคารพทั้งสองคน เมื่อมาเข้าจวนบ่อยขึ้น เขาจึงไม่หวาดกลัวบุรุษตรงหน้าเหมือนคราแรก
ฉินสวินอวี่อุ้มเด็กน้อยที่ง่วงจนแทบลืมตาไม่ขึ้น เอ่ยด้วยเสียงทุ้มว่า “เป็นเช่นไรบ้าง”
น้ำเสียงเยือกเย็นดั่งแสงตะวันยามเช้าต้นฤดูใบไม้ร่วง ใสกระจ่างแฝงไว้ด้วยความเย็น หมอหลวงฟังแล้วรู้สึกว่าขนลุกซู่ไปทั่วแผ่นหลัง
เขารีบโค้งกายรายงานว่า “ทูลอ๋อง บาดแผลของนายน้อยผู้นั้นมิได้กระทบถึงอวัยวะภายใน เพียงแต่ผู้ทำร้ายออกแรงหนักมาก ทำให้เลือดลมคั่งชะงักอยู่ระหว่างมัดกล้าม
สิ่งสำคัญยิ่งคือ กระดูกซี่โครงด้านขวาแตกร้าวเล็กน้อย โชคดียังมิได้หักโดยสมบูรณ์ ทว่าบาดแผลเช่นนี้ต้องระวังมิให้เคลื่อนไหวจนกระทบกระเทือน หากใช้กำลังอย่างพร่ำเพรื่อ เกรงว่ากระดูกที่ร้าวจะคลาดเคลื่อน ภายภาคหน้าจักทิ้งผลร้ายไว้ไม่รู้สิ้น”
ฉินโยวโยวกำลังสัปหงก ฟังแล้วเข้าใจอยู่เพียงครึ่ง ๆ ถามขึ้นด้วยความมึนงงว่า “สาหัสหรือ”
จู่ ๆ ก็มีเสียงนุ่มนิ่มอย่างเด็กทารกดังขึ้น หมอหลวงชะงัก เงยหน้ามองเด็กหญิงน้อยที่ถูกอ๋องจ้านหวังประคองอยู่ในอ้อมอก “ทูลท่านหญิง มิได้เป็นอันตรายถึงชีวิต เพียงแต่ต้องนอนพักสงบ ลดการเคลื่อนไหวและพูดจา อย่าให้หน้าอกและท้องออกแรง และอย่าให้อารมณ์พลุ่งพล่าน เพื่อมิให้ลมปราณไหลย้อนจนกระทบกระเทือนกระดูก”
เมื่อได้ยินว่าสวีเจ๋อไม่เป็นไร นางจึงเอียงศีรษะน้อย ๆ พริบตาต่อมาก็เริ่มกรนเบา ๆ
ซินซู่ลูบจมูกพลางคิดในใจว่าท่านหญิงช่างมีความสุขนัก เพียงชั่วครู่ก็สามารถหลับสนิทได้
ฉินสวินอวี่มิได้ใส่ใจสวีเจ๋อนัก เมื่อทราบอาการแล้ว และหมอหลวงก็ได้จ่ายยาเรียบร้อย จึงให้ซินซู่ส่งคนกลับไป
ดวงดาวระยิบระยับ สายลมยามค่ำอบอุ่นอ่อนโยน สีดำสนิทของท้องฟ้าถูกรุกล้ำด้วยสีฟ้าจางราวไข่เป็ด
“อ๊าก——”
จวนองค์หญิงใหญ่ถูกเสียงกรีดร้องหนึ่งเปิดฉากวันใหม่
ณ โถงอวิ๋นถังในจวน องค์หญิงใหญ่ประทับอยู่บนที่นั่งประธาน แววตาของนางฉายแววหวาดหวั่นเมื่อกวาดมองศพหลายศพบนพื้น
นางสวมชุดราชสำนักสีน้ำเงินไพลิน ลวดลายและรูปแบบอันวิจิตรกำลังประกาศฐานะของนางแก่ผู้คนทั้งปวง
