จะทำให้สกุลหลูระลึกถึงสาเหตุการตายของนางเองได้อย่างไร “วิธีมีอยู่ แต่…”
เด็กน้อยยังพูดไม่ทันจบก็ถูกสวีเหลียงที่เดินเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน
“ท่านอ๋อง ในวังส่งคนมา เป็นอันฝูคนสนิทของฝ่าบาท” สวีเหลียงเดินเข้ามา พลางกล่าวอย่างเนิบนาบ
ฉินสวินอวี่ไม่แม้แต่จะเหลือบตามอง ตอบกลับอย่างเรียบเฉย “อืม!”
สวีเหลียงก้มตัวถอยออกไป เดินช้าๆ ผ่านประตูฉุยฮวา ระหว่างทางแวะชมทิวทัศน์อยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ็ดตะโรสาวใช้น้อยสองคนที่กำลังละเล่นซุกซน
เมื่อเขาเดินไปถึงเรือนรับรอง ขันทีใหญ่ข้างกายจักรพรรดิฉินมู่อย่างอันฝูก็รอจนเหงื่อท่วมศีรษะ
แต่พออันฝูเห็นสวีเหลียง สีหน้าก็ประดับด้วยรอยยิ้มประจบประแจงทันที เข้าไปทักอย่างนอบน้อม “ท่านปู่สวี่ ร่างกายท่านอ๋องสบายดีหรือไม่ พระองค์ยินยอมให้บ่าวผู้ชราเข้าเฝ้าแล้วหรือยัง”
สวีเหลียงผู้มีใบหน้าเกลี้ยงเกลาไร้หนวด สีหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงยิ่งราบเรียบ “ท่านขันทีอันฝูเกรงใจเกินไปแล้ว เชิญทางนี้!”
อันฝูไม่กล้าวางท่าประหนึ่งเป็นหัวหน้าขันทีใหญ่ต่อหน้าสวี่เหลี่ยงแม้แต่น้อย เดินตามหลังสวีเหลียงอย่างสำรวม มุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือด้วยกัน
เมื่อพบบรรดาฉินสวินอวี่แล้ว เขาก็รีบย่อเข่าทำความเคารพ “บ่าวผู้ชราถวายบังคมท่านอ๋อง องค์หญิง และคุณหนูน้อย”
“มีเรื่องใด” ฉินสวินอวี่นั่งสง่าอยู่บนเก้าอี้รถเข็น ใบหน้าเคร่งขรึม ดวงตามืดมนจ้องมองอันฝู
อันฝูยิ้มพลางเงยหน้าขึ้น เมื่อสบกับแววตาขึงขังของอ๋องจ้านหวัง หัวใจก็กระตุกวูบด้วยความตกใจ
ท่วงท่าและแววตานี้ ช่างละม้ายคล้ายกับองค์จักรพรรดิองค์ก่อนไม่มีผิดเพี้ยน
เหมือนยิ่งนัก เขาหวาดหวั่นพรั่นพรึงอยู่ชั่วขณะ ขาที่กำลังจะยืดขึ้นกลับอ่อนระทวย ทรุดคุกเข่าลงอีกครั้ง
