กลับถึงจวนอ๋อง ฉินโยวโยวชำระกายเปลี่ยนอาภรณ์แล้ว นั่งเขียนอักษรบนเตียงอิฐใหญ่ริมหน้าต่างในห้องรอง
นางที่เมื่อก่อนไม่รู้จักอักษรตัวใดเลย แม้แต่พู่กันยังจับไม่เป็น บัดนี้กลับเขียนอักษรได้หลายตัวแล้ว
การบ้านในแต่ละวันก็ทำอย่างตั้งอกตั้งใจยิ่ง
เพราะทุกยามเช้าที่นางนำตัวอักษรสิบแผ่นที่เขียนเสร็จไปให้หลี่เวยเจินดู ล้วนได้รับคำตอบรับที่เปี่ยมกำลังใจจากเขาอย่างมาก
ท่านผู้เฒ่าครุ่นคิดจนสิ้นปัญญา ระดมคำชมที่เคยใช้มาทั้งชีวิตกล่าวออกมาหมด
จึงค่อยเสนอแนะ ใครจะคาดคิดว่าวันรุ่งขึ้นเด็กน้อยจะนำความประหลาดใจมาให้เขาเสมอ
พลังการเข้าใจถึงเพียงนี้ ช่างหาได้ยากยิ่งนัก
จนสุดท้ายแล้ว การยกยอกันไปมาระหว่างศิษย์อาจารย์คู่นี้ กลับกลายเป็นการมุ่งไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย
เมื่อมีคำยอมรับและกำลังใจจากหลี่เวยเจินแล้ว เด็กน้อยก็กระตือรือร้นอย่างยิ่ง หลังจากทานอาหารและจัดการเรียบร้อยแล้ว สิ่งแรกที่ทำคือทำการบ้านให้เสร็จ
ฉินสวินอวี่นั่งอยู่ข้างกายมองนางเขียนอักษร ส่วนอีกด้านหนึ่งคือซูม่อถังที่กำลังรวบผม
ช่วงเวลาอันอบอุ่นของครอบครัวสามคนนี้ ดำเนินไปตามปกติในแต่ละวัน
“ท่านอ๋อง ตัวคนมาแล้ว” องครักษ์ลับคนหนึ่งรายงานอยู่ตรงหน้าประตู
ฉินโยวโยวได้ยินดังนั้น มือจึงพลันชะงัก นางถอนหายใจ “เขียนเสียแล้ว”
“ขังไว้ก่อน ระวังให้ดี”
ฉินสวินอวี่กำชับเสร็จแล้ว ก็กดมือน้อยที่อยากจะฉีกหน้ากระดาษนี้ทิ้ง “ไม่ต้องฉีก แค่เส้นขาดไป เป็นตัวอักษรเดียว ทำต่อไป”
ดูท่าคนพวกนั้นจะส่งผลต่อเด็กน้อยมากนัก ปกติแม้แต่ตนกับซูม่อถังจะหยอกเย้าอยู่ข้างกาย เด็กน้อยก็หาได้เขียนเสียไม่
อยู่เป็นเพื่อนนางจนเขียนแผ่นสุดท้ายเสร็จ ฉินสวินอวี่จึงบอกว่าจะพานางไปดู
เขาเข้าใจ หากไม่จัดการคนเหล่านี้แล้ว ก็คงเป็นเสี้ยนหนามในใจนางไปชั่วชีวิต
ทว่าจัดการเช่นไร นั่นก็ขึ้นอยู่กับตัวนางเอง
ฉินโยวโยวถูกฉินสวินอวี่อุ้มไปจนถึงคุกใต้ดิน
จวนอ๋องจ้านหวังคราก่อนนั้นหลังจากจัดการพวกหูตาสอดแนมแล้ว ฉินโยวโยวก็แอบคัดกรองอีกรอบหนึ่ง กำหนดแน่ชัดว่าเป็นคนที่จงรักภักดี
ฉินสวินอวี่จึงผ่อนคลายลงได้บ้าง บางคืนก็ออกไปเดินเล่นยามวิกาล
