พวกผีน้อยสองนายสะพายปืนไรเฟิลไว้บนบ่า ปิดไฟฉายแล้วพากันหมุนตัวเดินกลับพลางบ่นงึมงำ
ระหว่างทางกลับต้องผ่านพุ่มไม้สูงครึ่งท่อนคน ตอนมาก็ผ่านมาทีนึงแล้วเลยไม่ระแวงอะไร
ไอ้ผีน้อยที่ถือไฟฉายนั่นยังเตะพุ่มไม้ไปทีด้วยความหมั่นไส้ ปากร้องบ่นงึมงำ
“จุดพุ่มไม้พวกนี้ได้ก็ดีสิ จะได้ผิงไฟด้วย กลางค่ำกลางคืนยังกับแกล้งกัน จุดไฟก็ไม่ได้!”
“แกก็รู้จักพอเสียบ้างเถอะ ยังจะคิดจุดไฟอีก เปิดไฟยังไม่ได้เลย”
“…”
ทันทีที่พวกผีน้อยสองคนเพิ่งเดินพ้นพุ่มไม้ไป เฉินกุยกับจางเต๋อไฉก็พุ่งพรวดเดียวออกมา
พวกผีน้อยได้ยินเสียงหญ้าแห้งดังกรอบแกรบอยู่ข้างหลังก็หันขวับ ส่งเสียงขึ้นแค่อึกเดียวในลำคอ
“ใคร…”
มือของเฉินกุยกับจางเต๋อไฉก็ครอบปิดจมูกปากมันทั้งสองแน่นกดดิ้นไม่หลุด
“พรึ่บ!”
มีดดาบปลายปืนสองเล่มแทงเข้าที่หน้าอกพร้อมกัน สอดทะลุซี่โครงเข้าไปปักกลางหัวใจตรงเผง
“เฮือก…เฮือก!”
พวกผีน้อยสองคนขาเตะพั่บๆ ดวงตาเบิกค้าง
มือข้างหนึ่งออกแรงพยายามจะงัดมือที่ครอบปิดจมูกปากอยู่ออก อีกข้างก็ตะกุยไปข้างหลังหมายจะคว้าปืนไรเฟิลที่สะพายไว้เพื่อส่งสัญญาณเตือน
แต่แรงทั้งร่างกลับสูญสิ้นตามคมมีดที่แทงทะลุหัวใจ สุดท้ายก็ทรุดฮวบไร้เรี่ยวแรงดุจกองโคลน สองคนค่อยๆ ช้อนร่างเอาไว้ ทยอยวางลงกับพื้น
เฉินกุยคุกเข่าลงข้างหนึ่ง แล้วค่อยหย่อนศพบนพื้น มีดอีกเล่มก็ดึงคาออกมา
เขาหรี่ตาลง แผนที่โฮโลแกรมในสมองกางออกทันที จุดแดงสิบจุดภายในหลุมหลบภัยตื้นๆ ยังคงเบียดกันเป็นกระจุก ไม่มีใครได้ยินอะไรแม้แต่น้อย
เฮือกยาวออกมาทีนึง ตัวก็ทรุดฮวบ ทรุดก้นลงนั่งกับพื้น การซุ่มจู่โจมแล้วใช้มีดสังหารมันเปลืองพลังประสาทเกินไป
จางเต๋อไฉหอบหายใจฟึ่ดฟั่ด นัยน์ตาเป็นประกาย มือยังกำมีดเปรอะเลือดโดยไม่ยอมปล่อย
