แม้จะได้เจอเขาเพียงไม่กี่ครั้งและยังไม่ค่อยรู้จักกันดีนัก แต่ตอนนี้เมิ่งเซิงกลับอ่านความหมายจากสีหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเขาออกแล้ว
ก็จริง เธอเป็นภรรยาตัวจริงที่เพิ่งจับได้ว่าสามีนอกใจไปมีกู๊กน้อย แต่ทั้งสามคนกลับทำเหมือนว่าสนิทสนมกันดี
ก็นับว่าแปลกอยู่เหมือนกัน
แต่ช่วยไม่ได้ เธอต้องเก็บหลักฐาน
สีหน้าของเพย์ซุยเรียบเฉย ปฏิสัมพันธ์เดียวที่มีคือช่วงที่อธิการบดีจินแนะนำ เขาพยักหน้าให้ชางปออวี้ครั้งหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็ไม่สบตาเมิ่งเซิงอีกเลย
แกล้งทำเป็นไม่รู้จักกันหรือไง?
“ไม่ทราบว่าคุณชางรู้จักท่านนี้ไหม เขาเป็นที่ปรึกษากฎหมายของมหาวิทยาลัยเราในปัจจุบัน และยังเป็นศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยด้วย เขาชื่อเพย์ซุย” อธิการบดีจินแนะนำพร้อมรอยยิ้ม
ชางปออวี้พยักหน้าแล้วยื่นมือออกไปอย่างเป็นมิตร “รู้จักสิ ชื่อเสียงของทนายเพย์โด่งดังไปทั่วเมืองจิง ผมเลื่อมใสในชื่อเสียงมานานแล้ว”
ชางปออวี้รู้ดีว่าเพย์ซุยเป็นใครและเก่งกาจแค่ไหน จึงตั้งใจผูกมิตรกับเขา
ถึงอย่างไรเพย์ซุยก็ไม่ค่อยปรากฏตัวในแวดวงคุณชายของเมืองจิง อีกทั้งยังไม่ได้ทำธุรกิจ ต่อให้บริษัทไหนอยากเชิญเขาเป็นที่ปรึกษากฎหมายก็ไม่มีคิว แถมยังนัดเวลาไม่ได้อีกด้วย
“ยินดีที่ได้พบ”
เพย์ซุยจับมือกับเขาเพียงปลายนิ้ว แล้วรีบชักมือกลับ พยักหน้าให้อย่างสุภาพ แต่ตอบกลับมาเพียงสองคำอย่างเย็นชา
บรรยากาศเงียบลงชั่วขณะ ชางปออวี้ดูออกว่าอีกฝ่ายไม่ค่อยอยากคุยด้วย เขาจึงรู้กาลเทศะ และยิ่งไม่อยากให้คนอื่นเห็นเป็นเรื่องน่าขัน เลยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างสุขุม
เมิ่งเซิงแปลกใจไม่น้อย ไม่คิดว่าตอนนี้เขายังทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยจิง
ดูท่าข้อมูลที่ค้นจากไป๋ตู้จะไม่ครบถ้วนสินะ
ตอนนั้นเพย์ซุยสอบเข้าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยจิง ด้วยคะแนนสูงสุดสายวิทย์ของเมืองจิง พอขึ้นปีสามเทอมสองก็ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเยล
หลังจบปริญญาเอกด้านกฎหมาย เขาก็ก่อตั้งสำนักกฎหมายซุยหิง พอรับคดีแรกก็โด่งดังขึ้นมาทันที ทางมหาวิทยาลัยจิงจึงเชิญเขากลับมาทำงานที่มหาวิทยาลัย
ตอนแรกเพย์ซุยรู้สึกว่ายุ่งยาก อีกทั้งไม่ชอบสอนหนังสือ จึงปฏิเสธไป
แต่ก็ทนความพยายามตื๊อของอธิการบดีจินตลอดทั้งปีไม่ไหว
