หนิงเวยเวยฝืนยิ้มอย่างประหลาดใจ ในหัวพลันหาข้ออ้างได้อย่างรวดเร็ว “เอากระเป๋ามาส่งซ่อมบำรุงน่ะ แวะเดินดูของด้วยพอดี”
ในมือเธอหิ้วกระเป๋าแชนเนลรุ่นซีเอฟสีชมพูอ่อนใบหนึ่ง
ราคาเริ่มต้นก็ราวแปดหมื่นหยวน
แต่เมิ่งเซิงจำกระเป๋าใบนี้ได้ เธอเคยเห็นในอินสตาแกรมของหนิงเวยเวย มันเป็นหนึ่งในกระเป๋าหลายใบที่ชางปออวี้ซื้อให้เธอ
เธอเลิกคิ้วถาม “กระเป๋าใบนี้เข้ากับคุณดีนะ ซื้อเมื่อไหร่เหรอ ฉันก็มีแบบนี้เหมือนกัน แต่เป็นสีขาว”
กระเป๋าใบนั้นก็เป็นของที่ชางปออวี้ซื้อกลับมาฝากเธอตอนไปทำงานที่ฝรั่งเศสเช่นกัน
เวลาที่เธอโพสต์ลงอินสตาแกรม น่าจะห่างจากโพสต์ของหนิงเวยเวยหนึ่งวัน
ของเธอมาก่อน ของหนิงเวยเวยมาทีหลัง
“แฟนซื้อให้” หนิงเวยเวยกำสายโซ่กระเป๋าแน่นขึ้น ก่อนรีบเปลี่ยนเรื่อง “พวกคุณ...มาที่นี่ทำไมเหรอ”
“แม่สามีใกล้จะถึงวันเกิดแล้ว ฉันเลยมาหาของขวัญให้ บังเอิญเจอเขามารับกระเป๋ากับน้ำหอมที่สั่งจองไว้ให้ฉันพอดี”
เมิ่งเซิงตอบตามน้ำ รอยยิ้มในดวงตาเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนและความสุข
หนิงเวยเวยชะงักไป แววตาพลันฉายความตกใจ ก่อนจะเหลือบไปสบหน้าชางปออวี้พอดี
ชั่วขณะนั้น เธอรู้สึกราวกับหัวใจถูกบีบรัดอย่างหนักจนแทบหายใจไม่ออก
กระเป๋าใบนั้นเธอรอมายี่สิบกว่าวันแล้วนะ
ยังมีน้ำหอมรุ่นนั้นอีก เป็นรุ่นลิมิเต็ด ที่เคาน์เตอร์ในเมืองจิงเหลืออยู่เพียงขวดสุดท้าย
ทำไมถึงกลายเป็นของเมิ่งเซิงไปได้ล่ะ
แม้ชางปออวี้จะมองเธออยู่ แต่ในดวงตากลับมีความเย็นชาและห่างเหิน มุมปากยกยิ้มบาง ๆ อย่างสุภาพ
ความน้อยใจผุดขึ้นในใจเธอทันที แต่ก็ไม่กล้าปล่อยให้ตาแดง กลัวเมิ่งเซิงจะสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเบือนหน้าหนีแล้วเม้มริมฝีปากเบา ๆ
เมิ่งเซิงแสร้งมองไปรอบ ๆ ก่อนหยอกถาม “คุณมาคนเดียวเหรอ แฟนล่ะ คราวก่อนยังบอกว่าจะพามาให้รู้จักกันอยู่เลย แต่ก็ไม่เห็นตัวสักที”
“วันไหนก็ไม่สู้วันที่บังเอิญเจอกัน งั้นคืนนี้ไปกินข้าวด้วยกันเลยไหม”
หนิงเวยเวยรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรจุกอยู่ในอก สีหน้าเผยความกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ก่อนเหลือบมองชางปออวี้ “เขางานยุ่ง คงหาเวลามาไม่ได้หรอก”
“โทรไปถามดูก่อนสิ”
