คืนนั้นราวสี่ทุ่มครึ่ง ชางปออวี้โทรวิดีโอเข้ามาตามปกติ ตอนนั้นน้ำตาของเมิ่งเซิงเปียกชุ่มปลอกหมอนไปหมดแล้ว เธอไม่รับสาย รอจนเสียงเรียกเข้าหยุดลงจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง แล้วเดินเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าแปรงฟัน
วันรุ่งขึ้นเธอไม่ได้รับโทรศัพท์จากคุณนายคนใหญ่ แต่พอกลับถึงบ้านตอนเย็นก็พบว่าชางปออวี้ซึ่งบอกว่าจะ “ไปทำงานต่างเมือง” สามถึงห้าวัน จู่ ๆ ก็กลับมาอยู่ที่บ้านแล้ว
บนโต๊ะกลางห้องนั่งเล่นมีช่อกุหลาบช่อใหญ่ตั้งอยู่
เธอรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของเธอเปลี่ยนเป็นยินดี แววตาของชางปออวี้ก็ผ่อนคลายลง เขายิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วถามว่า “ชอบไหม”
“ชอบ” เมิ่งเซิงพยักหน้า ลูบกลีบดอกไม้เบา ๆ พยายามทำให้ดวงตาเต็มไปด้วยความยินดี ก่อนถามอย่างประหลาดใจว่า “ทำไมวันนี้ถึงกลับมาแล้วล่ะ ไม่ใช่ว่ายังต้องไปอีกหลายวันเหรอ”
“งานเสร็จแล้วก็เลยกลับมา อยากเซอร์ไพรส์คุณ เลยไม่ได้บอก”
ที่ว่างานเสร็จแล้วนั่น ก็คือเขาอยู่เป็นเพื่อนหนิงเวยเวยจนพอใจแล้ว
หัวใจของเมิ่งเซิงหนักอึ้ง
เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า การยิ้มเป็นเรื่องยากถึงเพียงนี้
เมื่อก่อนชางปออวี้ไปทำงานต่างเมืองก็มักกลับมาก่อนกำหนด คอยสร้างเซอร์ไพรส์สารพัดให้เธอ
เขาเป็นผู้ชายที่โรแมนติก อ่อนโยน และเอาใจใส่ทุกรายละเอียด ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาสมบูรณ์แบบเสมอ
เมิ่งเซิงหาข้อเสียแม้แต่น้อยนิดในตัวเขาไม่เจอ
แต่ก็เป็นคนที่ไร้ที่ติแบบนี้เอง ถึงปกปิดหัวใจอันดำมืดและสกปรกของเขาได้อย่างแนบเนียน
“วันนี้สีหน้าคุณดูดีนะ ไม่รู้สึกไม่สบายตรงไหนใช่ไหม” ชางปออวี้จับมือเธอขึ้นมา แววตาเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนและความรักลึกซึ้ง
เธอนึกถึงวิดีโอสุดท้ายที่นักสืบเอกชนส่งมาให้เมื่อคืน ดอกไม้ไฟเบ่งบานบนท้องฟ้ายามค่ำคืน ขณะที่เขามองหนิงเวยเวยด้วยแววตาแบบเดียวกัน
ตอนหนิงเวยเวยเอนกายพิงอกเขาอย่างเขินอาย เขาก็ยกมือขึ้นลูบท้ายทอยเธออย่างทะนุถนอม แล้วจูบกระหม่อมเธอเบา ๆ
ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นฉายซ้ำอยู่ในหัวเธอไม่หยุด
