ฉินซุยซุยตกใจจนถอยหลังไปหลายก้าว นึกว่าตัวเองยังไม่ตื่นดีและกำลังฝันอยู่ จึงยกมือขึ้นขยี้ตาอีกครั้ง
พอลืมตาขึ้นมาใหม่ ดวงตาคู่นั้นที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มยังคงมองมาที่เธอ ทั้งยังเอ่ยขึ้นว่า
“นี่คือผู้เชี่ยวชาญตัวจิ๋วที่คุณป้าพูดถึงสินะ? ทำไมมองแล้วคุ้นตาอย่างไรชอบกล?”
ฉินซุยซุยกรีดร้องในใจ ไม่จริงน่า ไม่จริงน่า เธอเดินทางข้ามหัวกั๊วมาเกือบครึ่งประเทศแล้ว ทำไมยังเจอ “หัวหน้า” คนนั้นอีก คนที่ว่าก็คือเจ้าของบ้านของปัญญาชนจางนั่นเอง!
วันนั้นเธอแต่งตัวจนแม้แต่แม่แท้ ๆ ยังจำไม่ได้ แล้วหัวหน้าคนนี้จำเธอได้จริง ๆ หรือ?
ถ้าอย่างนั้นเรื่องที่เธอจับสายลับได้ก็จะถูกเปิดโปงไม่ใช่หรือ? แล้วพวกพ้องของปัญญาชนจางจะตามหาเธอเจอไหม?
ป้าจางเพิ่งสังเกตเห็นว่าฉินซุยซุยลุกขึ้นมาแล้ว จึงรีบเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “อุ๊ย! พวกป้าทำเสียงดังจนปลุกคุณหรือเปล่า? ขอโทษจริง ๆ นะ นี่คือเหลียงฉี หลานชายห่าง ๆ ที่ป้าเคยเล่าให้ฟัง ถูกเจ้าฉางเหอจอมซนพาเข้าไปในเขา แล้วเผลอได้รับบาดเจ็บเข้า”
ฉางเหอที่หลายวันมานี้ไม่กลับบ้าน ตอนนี้ยืนอยู่ตรงหน้าแม่ตัวเอง พลางส่งสายตากะพริบถี่ ๆ ให้ฉินซุยซุย: พี่สาว ได้โปรดอย่าบอกแม่เด็ดขาดว่าตอนกลางวันผมก็อยู่ในเขาแล้วเกือบโดนหมีจับกิน! ไม่อย่างนั้นผมจบแน่!
ฉินซุยซุยแปลกใจที่ตัวเองอ่านสายตาของฉางเหอออก เธอจึงส่งสายตาตอบกลับไปอย่างแนบเนียน เพราะเธอเองก็ไม่อยากให้คนอื่นรู้มากนักว่าผู้หญิงบอบบางอย่างเธอเข้าไปในป่าลึก
ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ สายตาจึงผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว
ฉินซุยซุยเพิ่งสังเกตว่าชายคนนั้นยังคงมองเธอพร้อมรอยยิ้ม ราวกับจะรอคำตอบจากเธอให้ได้
ฉินซุยซุยฝืนยิ้ม “คงไม่หรอกค่ะ อาจเป็นเพราะฉันหน้าตาโหลก็ได้”
ฉางเหออดแทรกขึ้นมาไม่ได้ “หน้าตาโหลที่สวยขนาดนี้ ผมเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกเลยครับ”
ฉินซุยซุยถลึงตาใส่เขา แล้วมองบาดแผลที่ขาของเหลียงฉี ก่อนเปลี่ยนเรื่องอย่างเก้ ๆ กัง ๆ “นี่โดนกรงเล็บสัตว์ป่าในเขาข่วนมาสินะ? ต้องรีบทำแผล ไม่อย่างนั้นจะติดเชื้อเอา”