รู้ว่าพวกเขาจะเดินทางกันวันนี้ ป้าจางจึงทำอาหารจานโปรดเต็มโต๊ะไว้ส่งพวกเขา หลังจากกินข้าวเสร็จ ก็ออกไปส่งทั้งสองคนถึงปากหมู่บ้าน
เหลียงฉียืนอยู่ข้าง ๆ ไม่สนใจแม้แต่น้อยต่อสายตาเย็นชาของเพ่ยจิ่วเหยียน เขายิ้มพลางโบกมือให้ฉินซุยซุย “คุณหมอตัวน้อย แล้วเจอกันที่เกาะฉงไถนะ!”
ฉินซุยซุย: …
เธอยิ้มเก้อ ๆ “พวกเราอยู่กันคนละวงการ คงไม่ได้เจอกันอีกแล้วล่ะค่ะ”
หลังจากมองส่งเพ่ยจิ่วเหยียนกับฉินซุยซุยจนเดินลับตาไป ป้าจางก็มองเหลียงฉีที่ยังคงจ้องไปข้างหน้า ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “เสี่ยวฉี ป้าว่าคุณหมอตัวน้อยกับสามีรักกันดีนะ เธออย่าไป… ถ้าอยากแต่งงาน ป้าจะแนะนำผู้หญิงดี ๆ คนอื่นให้เธอเอง”
เหลียงฉีมองเงาร่างงดงามที่กำลังไกลออกไปเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนก้มหน้าหัวเราะเบา ๆ แล้วพึมพำว่า “ตอนนั้นเป็นผม แล้วใครบอกว่าคนสุดท้ายจะเป็นผมไม่ได้ล่ะ?”
ป้าจางฟังไม่ชัด จึงร้องถามว่า “หา?”
เหลียงฉียิ้มพลางส่ายหน้าให้เธอ “ไม่ต้องหรอกครับป้า ผมยังมีเรื่องอีกตั้งเยอะที่ต้องทำ!”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น ป้าจางก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ อย่างไรเสียเขาก็ไม่ใช่หลานแท้ ๆ ของเธอ ทั้งยังเคยช่วยชีวิตเธอไว้ เรื่องของเขาเธอจึงไม่กล้าเข้าไปยุ่งมากนัก
นั่งรถไฟจากเขาฉางไปจิงชื่อต้องใช้เวลามากกว่าสามสิบชั่วโมง แถมยังไม่มีรถไฟตรง แต่เที่ยวนี้พวกเขาเดินทางกันนอกเวลางาน จึงไม่อาจขึ้นเครื่องบินพิเศษได้
โชคดีที่เพ่ยจิ่วเหยียนมีบัตรผ่านทางของทหาร ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษในการเดินทางด้วยรถไฟ พวกเขาจึงซื้อตั๋วตู้นอนแบบห้องส่วนตัว และออกเดินทางในคืนนั้นเลย
ตลอดทางรถไฟจอดบ้างแล่นบ้าง ฉินซุยซุยเวียนหัวจนมึนงง ไม่ต้องคิดกังวลเรื่องอะไรทั้งนั้น เอาแต่เดินตามเพ่ยจิ่วเหยียนไปตลอดทาง
ท่าทางของเธอเหมือนแมวขนฟูที่เชื่องเป็นพิเศษ ชวนให้คนเอ็นดู เพ่ยจิ่วเหยียนทั้งใจอ่อนทั้งสงสาร จึงจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ ทั้งยกข้าวมาให้ถึงมือ ป้อนน้ำถึงปาก พอผ่านสถานีเปลี่ยนขบวนก็ต้องลงไปซื้อขนมพื้นเมืองกับของกินเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ มาให้ เรียกได้ว่าเกือบจะป้อนถึงปากอยู่แล้ว ทำเอาหญิงสาววัยรุ่นที่นั่งอยู่ในตู้เดียวกันอิจฉาจนแทบแย่