ยามเช้าที่สถานีรถไฟผู้คนพลุกพล่าน เพ่ยจิ่วเหยียนเกือบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่
“พี่อาจิ่ว ฉันไม่ขัดขืนนะ”
“ฉันไม่ขัดขืนนะ”
“ฉันไม่ขัดขืน”
……
คำพูดของฉินซุยซุยดังก้องซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหู จนกระทั่งเธอขึ้นรถไปแล้ว รถแล่นห่างออกไปไกล เพ่ยจิ่วเหยียนก็ยังยืนเหม่ออยู่ที่เดิม
มีป้าคนหนึ่งจูงหลานสาวตัวน้อยเดินผ่านมา เด็กหญิงเดินไปก็หันกลับมามองสามครั้ง สุดท้ายก็อดพูดกับคุณย่าไม่ได้ว่า “คุณย่าดูสิ พี่ชายคนนั้นหล่อก็จริง แต่ดูท่าจะไม่เต็มเต็ง เขายืนยิ้มบื้อ ๆ อยู่กลางถนนด้วย!”
ป้าคนนั้นรีบดึงมือหลานสาวไว้แน่น “รีบไปเร็ว ๆ อย่าให้คนบ้ามาตามตื๊อเอาล่ะ!”
……
อีกด้านหนึ่ง หลังจากฉินซุยซุยพูดประโยคนั้นจบ เธอก็หน้าแดงแล้ววิ่งปรู๊ดกลับขึ้นรถโดยสารไป
คนในยุคนี้ส่วนใหญ่มักเขินอายที่จะแสดงความรู้สึกออกมา พอเห็นคู่ของฉินซุยซุยเปิดเผยและหวานชื่นกันขนาดนี้ คนขับรถก็ยิ้มแซวว่า “น้องสาว เพิ่งแต่งงานใหม่หรือ?”
ฉินซุยซุยพยักหน้าอย่างเขินอาย
คนขับรถทำสีหน้ารำลึกความหลัง “เพิ่งแต่งงานใหม่ก็ต้องตัวติดกันแบบนี้แหละ ตอนผมกับเมียเพิ่งแต่งงานก็หวานกันมากเหมือนกัน ผมไปส้วม หล่อนยังแทบจะตามไปด้วย ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว เจอหน้าผมก็รำคาญ ไล่ให้ผมไปไกล ๆ”
คนทั้งรถพากันหัวเราะครืน ความเขินอายของฉินซุยซุยเมื่อครู่ก็คลายลงตามไปด้วย
คนบนรถส่วนใหญ่เป็นชาวมณฑลจี้ นิสัยเปิดเผยและช่างพูด คำพูดของคนขับรถเป็นเหมือนการเปิดประเด็น ทุกคนจึงพากันบ่นเรื่องสามีหรือภรรยาของตัวเอง ฉินซุยซุยฟังแล้วก็สนุก พอคิดตกได้บนรถไฟ ร่างกายก็เหมือนปลดล็อกเส้นลมปราณ ไม่เมารถ ไม่ปวดหัว แถมยังเจริญอาหารอีกด้วย เธอจัดการแป้งห่อกุยช่ายสองชิ้นที่ใหญ่เท่าหน้า กับขนมข้าวเหนียวไส้ถั่วสองลูกที่ใหญ่เท่ากำปั้น ซึ่งเพ่ยจิ่วเหยียนซื้อให้จนหมดในรวดเดียว
ป้าคนข้าง ๆ เห็นเธอหน้าตาดีแถมกินเก่ง ก็เอ็นดูจนแทบแย่ ยื่นเกาลัดคั่วที่ทำเองมาให้กำหนึ่ง “หนู จะไปไหนจ๊ะ?”
ฉินซุยซุยรับเกาลัดมา ตอบอย่างร่าเริงว่า “ไปอำเภออันค่ะ คนบนรถคันนี้ไม่ได้ไปอำเภออันกันหมดหรือคะ?”
ป้าคนนั้นพยักหน้า “หนูหน้าตาสวย นิสัยก็ดี เสียดายแต่งงานแล้ว ที่บ้านมีพี่สาวหรือน้องสาวไหม?”