ซูเจี้ยนเย่ดึงเสื้อบุนวมที่สวมอยู่ให้เข้าที่ ก่อนสะบัดแส้เบา ๆ ล้อเกวียนวัวบดไปบนหิมะหนา ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดขณะค่อย ๆ มุ่งหน้าไปทางตระกูลหลิน
ใครจะคิดว่าเพิ่งจอดเกวียนวัวหน้าประตูรั้วบ้านตระกูลหลิน หลินหว่านจือก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้กลั้นไม่อยู่ดังมาจากในลานบ้าน หัวใจพลันบีบรัดขึ้นมาทันที
เธอไม่สนใจแม้แต่จะกระชับเสื้อบุนวมให้แน่น อุ้มหยาหยาผลักม่านประตูผ้าฝ้ายแล้วพุ่งเข้าไปข้างใน พลางตะโกนเสียงดังว่า “แม่! ฉันกลับมาแล้ว! ที่บ้านเกิดอะไรขึ้นหรือคะ?”
พอวิ่งเข้าไปในห้อง ก็เห็นพี่สะใภ้ใหญ่จ้าวเสี่ยวหมิ่นนั่งเช็ดน้ำตาอยู่บนพื้น เบื้องหน้าเธอมีชายหญิงคู่หนึ่งยืนอยู่ กำลังพูดจาน้ำลายกระเซ็น
จ้าวเฟิ่งเหลียนเห็นลูกสาวกลับมากะทันหันก็ชะงักไป ก่อนแววตาจะสว่างวาบขึ้น รีบเดินเข้ามาหา “ลูก ทำไมกลับมาตอนนี้ล่ะ?”
“แม่ หนูได้ยินเสียงร้องไห้จากในลานบ้าน ตกลงเกิดอะไรขึ้นคะ?” หลินหว่านจือขยับตัวบังหยาหยาไว้ด้านหลังมารดา แล้วกวาดตามองคนแปลกหน้าทั้งสอง
จ้าวเฟิ่งเหลียนถอนหายใจหนัก ๆ ก่อนลดเสียงลงบอกเธอ “เฮ้อ สองคนนี้เป็นญาติทางบ้านเดิมของพี่สะใภ้ลูก บอกว่าที่บ้านไม่มีอะไรกิน เลยมาบีบบังคับให้พี่สะใภ้เอาเงินกับเสบียงให้”
หลินหว่านจือเข้าใจเรื่องราวขึ้นมาทันที
ตอนนั้นพ่อแม่ของจ้าวเสี่ยวหมิ่นเรียกสินสอดราคาแพงลิบลิ่ว แล้ว “ขาย” เธอเข้าบ้านตระกูลหลิน อย่าว่าแต่หีบสินเดิมเลย แม้แต่ผ้าห่มใหม่สักผืนก็ไม่ได้เอาติดตัวมา เรื่องนี้ทำให้คนในละแวกสิบลี้แปดหมู่บ้านเอาไปนินทากันอยู่นานถึงครึ่งปี
ถึงอย่างนั้นพ่อแม่ตระกูลจ้าวก็ยังไม่รู้จักพอ ทุกปีต้องมาหยิบฉวยของจากบ้านนี้บ้าง ไม่ขอเงินก็ขอเสบียง
หลินหม่านชางกับภรรยาสงสารลูกสะใภ้ ไม่อยากให้เธอลำบากใจตรงกลาง จึงยอมกัดฟันให้ไปบ้างทุกครั้ง
