ซูเสี่ยวม่านซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดแม่ ร้องไห้เสียงเบา พลางพึมพำว่า “หนู... หนูอยากไปจับกระต่าย... พี่ชุนนีบอกว่าจับได้ แถมยังให้หนู... ให้หนูพาหยาหยาไปด้วย บอกว่าเนินอ้ายอวิ๋นมีรังกระต่าย หนูถึงได้ไปตามหยาหยา...”
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา รอบข้างก็เงียบกริบในพริบตา
สีหน้าของพี่น้องซูเจี้ยนเย่กับซูเจี้ยนปังพลันมืดครึ้ม หลินหว่านจือที่กอดลูกสาวอยู่ชะงักมืออย่างแรง เธอเงยหน้าขึ้น ทั้งที่น้ำตายังไม่แห้ง แต่แววตากลับเย็นเยียบราวน้ำแข็ง
ซุนหว่านหรงยิ่งโกรธจนตัวสั่น เธอดึงหลินหว่านจือแล้วทำท่าจะพุ่งไปบ้านเก่า “ดีเลย! ฉันก็ว่าอยู่แล้วว่ายัยเด็กสารเลวนั่นกล้าขึ้นเขาได้ยังไง ที่แท้ก็เป็นซูชุนนีตัวดีนั่นยุยงนี่เอง!
ไป! พวกเราไปบ้านเก่ากัน! วันนี้ต้องเค้นคำตอบจากพวกเขาให้ได้!”
“เดี๋ยวก่อน!” โจวเหล่าเกินรีบขวางพวกเธอไว้ พลางชี้ไปยังกลุ่มเด็กที่ตามมาด้วย
“จะไปทวงคำตอบเมื่อไรก็ได้! ตอนนี้ต้องรู้ก่อนว่าเด็กพวกนี้เป็นยังไง แล้วพวกค้ามนุษย์นั่นก็ปล่อยให้หนีไปไม่ได้!”
ตอนนั้นเอง เด็กชายวัยราวเจ็ดขวบคนหนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มเด็ก เขาเดินมาหยุดตรงหน้าโจวเหล่าเกิน แม้ใบหน้าจะเปื้อนโคลน แต่ก็ยืนตัวตรง ก่อนทำความเคารพอย่างไม่ค่อยถูกท่าแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“สวัสดีครับ คุณปู่หัวหน้ากอง ผมชื่อลู่เยี่ยนฉือ พวกเราทุกคนถูกพวกค้ามนุษย์กลุ่มนี้ลักพาตัวมาจากที่ต่าง ๆ ครับ
รบกวนช่วยโทรแจ้งสถานีตำรวจของคอมมูนเดี๋ยวนี้เลยนะครับ ยังมีคนร้ายอีกสองคนถูกสุนัขกัดบาดเจ็บแล้วหนีเข้าไปในป่าลึก คงไปได้ไม่ไกล
