โจวไหลจื่อถูกจับได้คาหนังคาเขา แต่กลับไม่โกรธ เขาชักมือกลับพร้อมยิ้มแป้น ก่อนเอ่ยเสียงทะเล้นว่า “โธ่ ซูเจี้ยนเย่ นายสามซู จะรีบร้อนไปทำไม? ฉันก็แค่อยากรู้อยากเห็น ดูหน่อยว่าบนเกวียนของนายขนอะไรดี ๆ มา ถึงได้มีค่าขนาดนั้นจนต้องใช้ผ้าคลุมไว้”
“จะขนอะไรมาเกี่ยวอะไรกับแก!” ซูเจี้ยนเย่ถลึงตามองเขาอย่างหงุดหงิด “รีบหลบไปให้พ้น!”
“ก็คนหมู่บ้านเดียวกันทั้งนั้น ขอแค่ดูหน่อยจะเป็นไรไป?” โจวไหลจื่อเบ้ปาก ก่อนหันไปยุยงคนรอบข้าง
“ทุกคนดูสิ นายสามซูรวยแล้ว! เพิ่งแยกบ้านกันได้ไม่กี่วัน ก็ขนของกลับบ้านเป็นกระบุงเป็นตะกร้า คงเจอช่องทางทำเงินเข้าแล้วแน่ ๆ!
นายสามซู ถ้ามีช่องทางทำเงินก็อย่าลืมพี่น้องบ้านเดียวกันสิ ต้องพาทุกคนรวยไปด้วยกันไม่ใช่หรือไง?”
พอได้ยินเช่นนั้น คนรอบข้างก็พากันส่งเสียงโห่รับทันที
“ใช่แล้ว! นายสามซู เราอยู่หน่วยผลิตเดียวกัน มีเรื่องดี ๆ อะไรก็อย่าปิดบังกันสิ!”
“นั่นสิ! คนในหน่วยผลิตต้องสามัคคีกัน นายจะทำตัวพิเศษ แอบรวยอยู่คนเดียวไม่ได้!”
“รีบบอกมาสิว่าทำอะไรถึงหาเงินได้ตั้งเยอะ?”
ฝูงชนล้อมเข้ามา พูดจ้อกแจ้กไม่หยุด แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและอิจฉา ดูท่าจะลงมือเปิดผ้าใบกันอยู่รอมร่อ
ใบหน้าซูเจี้ยนเย่แดงก่ำ กำลังจะระเบิดอารมณ์ แต่หลินหว่านจือกลับเอื้อมมือไปดึงเขาไว้ ก่อนก้าวออกไปยืนข้างหน้าเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าสงบนิ่งไม่ยอมคน แล้วเอ่ยกับคนรอบข้างว่า “คุณลุงคุณป้าทุกคน ล้อกันเล่นแล้วค่ะ บ้านเราจะไปทำเงินอะไรได้”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย แล้วพูดต่ออย่างเป็นธรรมชาติ “เพิ่งแยกบ้านกัน พ่อแม่สามีไม่ได้แบ่งอะไรให้เราเลยสักอย่าง ของใช้ในบ้านอย่างหม้อชามก็ยังไม่ครบ แทบจะประคองชีวิตกันไม่ไหวอยู่แล้วค่ะ
พอดีเมื่อไม่กี่วันก่อน เจี้ยนเย่ขึ้นเขาไปลองเสี่ยงโชค แล้วบังเอิญเจอหมูป่า เลยขายเนื้อแลกเงินมาได้หน่อย อีกทั้งยังไปยืมเงินจากญาติทางบ้านเดิมมาอีกไม่น้อย ถึงรวบรวมเงินซื้อของจำเป็นพวกนี้ได้ค่ะ
