ผู้คนรอบข้างรีบเข้ามารั้งเธอไว้ ต่างพูดเกลี้ยกล่อมกันเซ็งแซ่ “เมียเจี้ยนเย่ อย่าลงไม้ลงมือเลย อย่าให้คนแบบนี้ทำเสียสุขภาพเลย ไม่คุ้มหรอก”
“ยายโจว เธอทำเกินไปแล้วนะ ทำไมถึงช่วยทำเรื่องเลวทรามแบบนี้ได้ รีบขอโทษหว่านจือเดี๋ยวนี้!”
ยายโจวลูบแขนที่ถูกบีบจนเจ็บ เชิดคอเถียงว่า “ฉันไม่ขอโทษ! เรื่องโกหกนั่นฉันไม่ได้แต่งขึ้นเองสักหน่อย แค่ช่วยเอาคำพูดไปบอกต่อเท่านั้นเอง ถ้าเก่งก็ไปหาหลิวกุ้ยหลานสิ!”
ทันทีที่พูดจบ จู่ ๆ มุมปากขวาของเธอก็ชาขึ้นมา ก่อนจะกระตุกยกขึ้นเองอย่างควบคุมไม่ได้
จากนั้นน้ำลายก็ไหลย้อยจากมุมปาก หยดลงบนสาบเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำเงิน
หยาหยาที่เดิมหลบอยู่หลังหลินหว่านจือ พอเห็นสภาพนั้นก็ปรบมือกระโดดโลดเต้นทันที ดวงตาหยีจนเป็นเส้น ยิ้มร่า “ฮ่า ๆ! ปากเบี้ยวแล้ว! ปากยายเบี้ยวแล้ว! ยายแก่ใจร้ายโดนกรรมตามสนองแล้ว!”
ทุกคนรอบข้างหันไปมองพร้อมกัน ก็เห็นว่าปากของยายโจวเบี้ยวไปข้างหนึ่งจริง ๆ แก้มซ้ายยังปกติ ส่วนแก้มขวาห้อยย้อย ดวงตาก็เหล่ไปเล็กน้อย ดูทั้งน่าขันและน่ากลัว
หญิงชราคนหนึ่งกรีดร้อง “พระเจ้าช่วย! ยายโจว ปากเธอเบี้ยวจริง ๆ ด้วย! ต้องทำบาปไว้มากแน่ ๆ ถึงได้โดนสวรรค์ลงโทษ!”
ยายโจวยกมือแตะ พอสัมผัสได้ว่ามุมปากเบี้ยวและน้ำลายไหลไม่หยุด ก็ร้อง “อ๊าก!” เสียงหลงด้วยความตกใจ
เธอไม่สนใจจะทะเลาะกับหลินหว่านจืออีกแล้ว ยกมือปิดหน้า ร้องไห้สะอึกสะอื้น เดินโซเซกลับบ้าน แม้แต่พื้นรองเท้าที่ตกอยู่บนพื้นก็ลืมเก็บ
หลินหว่านจือมองแผ่นหลังอันน่าเวทนาของเธอ โทสะในใจก็มอดลงไปกว่าครึ่ง
